วันพฤหัสบดีที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2559

17.ทุกคนมีธรรมกาย

17.ทุกคนมีธรรมกาย

นับแต่วาระที่เข้าถึงธรรม บรรลุธรรมกายในตนเองแล้ว พระเดชพระคุณหลวงปู่วัดปากน้ำก็ได้ประจักษ์ว่าทุกๆ คนมี ธรรมกาย ในตนเองและ ธรรมกาย นี้มีคุณวิเศษอันล้ำเลิศยิ่งนัก ดังที่ท่านกล่าวว่า
…พอถึงกายธรรมเท่านั้น รูปพระพุทธปฏิมากรเกตุ ดอกบัวตูม บริสุทธิ์ ใสเป็นกระจกคันฉ่องเงาหน้า กายที่ ๙ ของ ตัวเอง มีทุกคน ชายก็มี หญิงก็มี เหมือนกันทุกคน แบบเดียวกัน ไปถึงกายนั่นนะ เป็นตัวอมตะ ทีเดียว อปฺปมาโท อมตํ ปทํ ทีเดียวเห็นนิพพานได้ทีเดียว ไม่ใช่กายเดียวนะ กายธรรม กายธรรมละเอียด กายธรรมโสดา กายธรรมโสดาละเอียด กายธรรมสกทาคาสกทาคา สกทาคาละเอียด กายธรรมอนาคา อนาคาละเอียด กายธรรมอรหัต กายธรรมอรหัตละเอียด ไปนิพพานได้เหมือนกันทุกกาย นี่ไปนิพพานได้อย่างนี้ เช่นนั้นเรียกว่า อปฺปมาโท อมตํ ปทํ ความไม่ประมาทเป็นหนทางไม่ตายนั่นแหละ กายธรรม นั่นแหละ ไม่ตาย ไปนิพพานได้ทีเดียว….. (จากมรดกธรรม หน้า ๖๘๒๖)
หลักฐานที่แสดงว่าทุกคนมีธรรมกาย ที่ปรากฏในคัมภีร์พระพุทธศาสนานั้นมีอยู่หลายแห่งด้วยกัน เช่น

๑.ในอรรถกถาธนิยสูตร (ยกมาอ้างแล้วในหน้า ๓๐๙) ที่ว่า

"…นายธนิยะเห็นแล้ว ซึ่ง ธรรมกาย ของพระผู้มีพระภาคเจ้าด้วย ปัญญาจักษุ…" คำว่า "ปัญญาจักษุ" นี้ย่อมแสดงว่านายธนิยะมีธรรมกาย และเข้าถึงธรรมกายภายในตนแล้ว จึงมีปัญญาจักษุ และในย่อหน้าที่สองที่ว่า "…นายธนิยะพร้อมกับบุตรและภรรยาได้เห็น ธรรมกาย ของพระผู้มีพระภาคเจ้าด้วยโลกุตตรจักษุ โดยการแทงตลอดอริยมรรคและเห็นรูปกายของพระองค์ด้วยโลกียจักษุ…" คำว่า "แทงตลอดอริยมรรค"และ "โลกุตตรจักษุ" ย่อมแสดงว่านายธนิยะกับบุตรและภรรยามีธรรมกาย และต่างเข้าถึงธรรมกายภายในตนแล้ว

๒.ในพระสุตตันตปิฎก ขุทฺทกนิกาย อปทาน มหาปชาบดีโคตมีเถรี อปทาน เล่ม ๓๓ ข้อ ๑๕๗ หน้า ๒๘๔

ปรากฏมีข้อความตอนหนึ่ง ซึ่งพระนางมหาปชาบดีโคตมีกล่าวกับพระผู้มีพระภาคเจ้านั้น แสดงว่า พระนางเธอมี ธรรมกาย เข้าถึง ธรรมกาย ในตนเอง และเป็น ธรรมกาย แล้ว พระนางเธอเป็น ธรรมกาย ได้ก็เพราะการปฏิบัติ ตามพระธรรมคำสั่งสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ต่อไปนี้คือข้อความในพระสุตตันตปิฎก
        อหํ สุคต เต มาตา ตุวํ ธีร ปิตา มม สทฺธมฺมสุขโท นาถ ตยา ชาตมฺหิ โคตม ฯ สํวทฺธิโตยํ สุคต รูปกาโย มยา ตว อานนฺทิโย ธมฺมกาโย มม สํวทฺธิโต ตยา ฯ มุหุตฺตํ ตณฺหาสมนํ ขีรํ ตฺวํ ปายิโต มยา ตยาหํ สนฺตมจฺจนฺตํ ธมฺมขีรมฺปิ ปายิตา
        มีคำแปลปรากฏใน ขุทฺทกนิกาย อปทาน มหาปชาบดีโคตมีเถรี อปทาน ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๗๒ หน้า ๕๔๒ ความว่า ข้าแต่พระสุคตเจ้า หม่อมฉันเป็นมารดาของพระองค์ ข้าแต่พระธีรเจ้า พระองค์เป็นพระบิดาของหม่อมฉัน ข้าแต่พระโลกนาถ พระองค์เป็นผู้ประทานความสุขอันเกิดจากพระสัทธรรมให้หม่อมฉัน ข้าแต่พระโคดม หม่อมฉันเป็นผู้อันพระองค์ให้เกิด ข้าแต่พระสุคตเจ้า รูปกายของพระองค์นี้ อันหม่อมฉันทำให้เจริญเติบโต ธรรมกาย อันน่าเพลิดเพลินของหม่อมฉัน อันพระองค์ทำให้เจริญเติบโตแล้ว หม่อมฉันให้พระองค์ดูดดื่มน้ำนม อันระงับเสียได้ซึ่งความอยากชั่วครู่ แม้น้ำนม คือพระสัทธรรมอันสงบระงับล่วงส่วน พระองค์ก็ให้หม่อมฉันดูดดื่มแล้ว

๓.ในพระสุตตันตปิฎก ขุทฺทกนิกาย อปทาน ปัจเจกพุทธาปทาน เล่มที่ ๓๒ ข้อ ๒ หน้า ๒๐

       ได้กล่าวว่า บรรดานักปราชญ์ที่เจริญวิปัสสนาภาวนาชั้นสูงแล้ว ถ้าท่านเหล่านั้นไม่ได้เป็นพระสาวกของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ท่านก็ต้องเป็นพระปัจเจกพุทธเจ้า เพราะมีธรรมกายมากมาย ดังข้อความว่า สุ?ฺ?ปฺปณิธิ?ฺจ ตถานิมิตฺตํ อาเสวยิตฺวา ชินสาสนมฺหิ เย สาวกตฺตํ น วชนฺติ ธีรา ภวนฺติ ปจฺเจกชินา สยมฺภู ฯ มหนฺตธมฺมา พหุธมฺมกายา จิตฺติสฺสรา สพฺพทุกฺโขฆติณฺณา อุทคฺคจิตฺตา ปรมตฺถทสฺสี สีโหปมา ขคฺควิสาณกปฺปา ฯ

          มีคำแปลปรากฏอยู่ใน ขุทฺทกนิกาย อปทาน ปจฺเจกพุทฺธาปทาน เล่มที่ ๓๒ ข้อ ๒ หน้า ๑๑ ความว่า นักปราชญ์เหล่าใดเจริญสุญญตวิโมกข์ อนิมิตตวิโมกข์ และอัปปณิหิตวิโมกข์ ไม่บรรลุความเป็นพระสาวกในศาสนาพระชินเจ้า นักปราชญ์เหล่านั้นย่อมเป็นพระสยัมภูปัจเจกพุทธเจ้า มีธรรมใหญ่ มีธรรมกายมาก มีจิตเป็นอิสระ ข้ามห้วงทุกข์ทั้งมวลได้ มีจิตโสมนัส มีปกติเห็นประโยชน์อย่างยิ่ง เปรียบดังราชสีห์เช่นกับนอแรด จากพระสูตรนี้ จะเห็นได้ว่าบุคคลที่มีปัญญา ตั้งใจวิปัสสนาภาวนา จนบรรลุความหลุดพ้น สุ??ตวิโมกข์ คือหลุดพ้นด้วยเห็นอนัตตา แล้วถอนความยึดมั่นได้ อนิมิตตวโมกข์ คือหลุดพ้นด้วยเห็นอนิจจัง แล้วถอนความยึดมั่นได้ อัปปนิหิตวิโมกข์ คือหลุดพ้นด้วยเห็นทุกข์ แล้วถอนความปรารถนาได้ เมื่อถอนความยึดมั่นและความปรารถนาเสียได้ จิตย่อมบริสุทธิ์จนบรรลุธรรมกายในตนได้

         ดังนั้นข้อความในพระสูตรนี้ย่อมยืนยันได้ว่าทุกคนมี ธรรมกาย ยิ่งกว่านั้นยังใช้คำว่า พหุธมฺมกายา คือ มี ธรรมกาย มาก ตรงกับคำสอนของพระเดชพระคุณหลวงปู่วัดปากน้ำว่า ธรรมกาย ในตัวเรานั้นมีมากมาย ซึ่งท่านได้ให้รายละเอียดไว้เพียง ๑๐ เท่านั้น (ธรรมกายโคตรภู ธรรมกายพระโสดา ธรรมกายพระสกทาคา ธรรมกายพระอนาคา และธรรมกายพระอรหัต ทั้งหยาบและละเอียด)

ธรรมกาย คือ พระรัตนตรัย

รัตนตรัย คือ แก้ว ๓ ดวง

พระรัตนตรัย คือสิ่งที่พุทธศาสนิกชนบูชาสูงสุด พระรัตนตรัยตามนัยของพระปริยัติธรรมนั้น ประกอบด้วยพระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์ พระพุทธ หมายถึงพระพุทธเจ้า พระธรรมหมาย ถึงพระธรรมคำสั่งสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระสงฆ์ หมายถึงพระอรหันตสาวกของพระพุทธองค์ แต่พระรัตนตรัย ตามนัยของธรรมปฏิบัตินั้น พระเดชพระคุณหลวงปู่วัดปากน้ำ อธิบายว่า พระรัตนตรัยประกอบด้วยพุทธรัตนะ ธรรมรัตนะ และสังฆรัตนะ
พุทธรัตนะ คือ ธรรมกาย ธรรมรัตนะ คือ ธรรมทั้งหลายที่กลั่นจากหัวใจธรรมกาย สังฆรัตนะ คือ ดวงจิตของธรรมกาย
รัตนะทั้ง ๓ ประการนี้เกี่ยวเนื่องเป็นอันเดียวกัน จะพรากจากกันไม่ได้ ผู้ใดเข้าถึงพุทธรัตนะ ก็ได้ชื่อว่าเข้าถึงธรรมรัตนะ และสังฆรัตนะด้วย กล่าวอีกอย่างหนึ่งก็คือ ผู้เข้าถึงธรรมกาย ย่อมได้ชื่อว่าเข้าถึงพระรัตนตรัย (จากมรดกธรรม หน้า ๔๒) ในพระธรรมเทศนาเรื่องรัตนสูตร ว่าด้วยพุทธรัตนะ

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น