วันพฤหัสบดีที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2559

17.ทุกคนมีธรรมกาย

17.ทุกคนมีธรรมกาย

นับแต่วาระที่เข้าถึงธรรม บรรลุธรรมกายในตนเองแล้ว พระเดชพระคุณหลวงปู่วัดปากน้ำก็ได้ประจักษ์ว่าทุกๆ คนมี ธรรมกาย ในตนเองและ ธรรมกาย นี้มีคุณวิเศษอันล้ำเลิศยิ่งนัก ดังที่ท่านกล่าวว่า
…พอถึงกายธรรมเท่านั้น รูปพระพุทธปฏิมากรเกตุ ดอกบัวตูม บริสุทธิ์ ใสเป็นกระจกคันฉ่องเงาหน้า กายที่ ๙ ของ ตัวเอง มีทุกคน ชายก็มี หญิงก็มี เหมือนกันทุกคน แบบเดียวกัน ไปถึงกายนั่นนะ เป็นตัวอมตะ ทีเดียว อปฺปมาโท อมตํ ปทํ ทีเดียวเห็นนิพพานได้ทีเดียว ไม่ใช่กายเดียวนะ กายธรรม กายธรรมละเอียด กายธรรมโสดา กายธรรมโสดาละเอียด กายธรรมสกทาคาสกทาคา สกทาคาละเอียด กายธรรมอนาคา อนาคาละเอียด กายธรรมอรหัต กายธรรมอรหัตละเอียด ไปนิพพานได้เหมือนกันทุกกาย นี่ไปนิพพานได้อย่างนี้ เช่นนั้นเรียกว่า อปฺปมาโท อมตํ ปทํ ความไม่ประมาทเป็นหนทางไม่ตายนั่นแหละ กายธรรม นั่นแหละ ไม่ตาย ไปนิพพานได้ทีเดียว….. (จากมรดกธรรม หน้า ๖๘๒๖)
หลักฐานที่แสดงว่าทุกคนมีธรรมกาย ที่ปรากฏในคัมภีร์พระพุทธศาสนานั้นมีอยู่หลายแห่งด้วยกัน เช่น

๑.ในอรรถกถาธนิยสูตร (ยกมาอ้างแล้วในหน้า ๓๐๙) ที่ว่า

"…นายธนิยะเห็นแล้ว ซึ่ง ธรรมกาย ของพระผู้มีพระภาคเจ้าด้วย ปัญญาจักษุ…" คำว่า "ปัญญาจักษุ" นี้ย่อมแสดงว่านายธนิยะมีธรรมกาย และเข้าถึงธรรมกายภายในตนแล้ว จึงมีปัญญาจักษุ และในย่อหน้าที่สองที่ว่า "…นายธนิยะพร้อมกับบุตรและภรรยาได้เห็น ธรรมกาย ของพระผู้มีพระภาคเจ้าด้วยโลกุตตรจักษุ โดยการแทงตลอดอริยมรรคและเห็นรูปกายของพระองค์ด้วยโลกียจักษุ…" คำว่า "แทงตลอดอริยมรรค"และ "โลกุตตรจักษุ" ย่อมแสดงว่านายธนิยะกับบุตรและภรรยามีธรรมกาย และต่างเข้าถึงธรรมกายภายในตนแล้ว

๒.ในพระสุตตันตปิฎก ขุทฺทกนิกาย อปทาน มหาปชาบดีโคตมีเถรี อปทาน เล่ม ๓๓ ข้อ ๑๕๗ หน้า ๒๘๔

ปรากฏมีข้อความตอนหนึ่ง ซึ่งพระนางมหาปชาบดีโคตมีกล่าวกับพระผู้มีพระภาคเจ้านั้น แสดงว่า พระนางเธอมี ธรรมกาย เข้าถึง ธรรมกาย ในตนเอง และเป็น ธรรมกาย แล้ว พระนางเธอเป็น ธรรมกาย ได้ก็เพราะการปฏิบัติ ตามพระธรรมคำสั่งสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ต่อไปนี้คือข้อความในพระสุตตันตปิฎก
        อหํ สุคต เต มาตา ตุวํ ธีร ปิตา มม สทฺธมฺมสุขโท นาถ ตยา ชาตมฺหิ โคตม ฯ สํวทฺธิโตยํ สุคต รูปกาโย มยา ตว อานนฺทิโย ธมฺมกาโย มม สํวทฺธิโต ตยา ฯ มุหุตฺตํ ตณฺหาสมนํ ขีรํ ตฺวํ ปายิโต มยา ตยาหํ สนฺตมจฺจนฺตํ ธมฺมขีรมฺปิ ปายิตา
        มีคำแปลปรากฏใน ขุทฺทกนิกาย อปทาน มหาปชาบดีโคตมีเถรี อปทาน ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๗๒ หน้า ๕๔๒ ความว่า ข้าแต่พระสุคตเจ้า หม่อมฉันเป็นมารดาของพระองค์ ข้าแต่พระธีรเจ้า พระองค์เป็นพระบิดาของหม่อมฉัน ข้าแต่พระโลกนาถ พระองค์เป็นผู้ประทานความสุขอันเกิดจากพระสัทธรรมให้หม่อมฉัน ข้าแต่พระโคดม หม่อมฉันเป็นผู้อันพระองค์ให้เกิด ข้าแต่พระสุคตเจ้า รูปกายของพระองค์นี้ อันหม่อมฉันทำให้เจริญเติบโต ธรรมกาย อันน่าเพลิดเพลินของหม่อมฉัน อันพระองค์ทำให้เจริญเติบโตแล้ว หม่อมฉันให้พระองค์ดูดดื่มน้ำนม อันระงับเสียได้ซึ่งความอยากชั่วครู่ แม้น้ำนม คือพระสัทธรรมอันสงบระงับล่วงส่วน พระองค์ก็ให้หม่อมฉันดูดดื่มแล้ว

๓.ในพระสุตตันตปิฎก ขุทฺทกนิกาย อปทาน ปัจเจกพุทธาปทาน เล่มที่ ๓๒ ข้อ ๒ หน้า ๒๐

       ได้กล่าวว่า บรรดานักปราชญ์ที่เจริญวิปัสสนาภาวนาชั้นสูงแล้ว ถ้าท่านเหล่านั้นไม่ได้เป็นพระสาวกของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ท่านก็ต้องเป็นพระปัจเจกพุทธเจ้า เพราะมีธรรมกายมากมาย ดังข้อความว่า สุ?ฺ?ปฺปณิธิ?ฺจ ตถานิมิตฺตํ อาเสวยิตฺวา ชินสาสนมฺหิ เย สาวกตฺตํ น วชนฺติ ธีรา ภวนฺติ ปจฺเจกชินา สยมฺภู ฯ มหนฺตธมฺมา พหุธมฺมกายา จิตฺติสฺสรา สพฺพทุกฺโขฆติณฺณา อุทคฺคจิตฺตา ปรมตฺถทสฺสี สีโหปมา ขคฺควิสาณกปฺปา ฯ

          มีคำแปลปรากฏอยู่ใน ขุทฺทกนิกาย อปทาน ปจฺเจกพุทฺธาปทาน เล่มที่ ๓๒ ข้อ ๒ หน้า ๑๑ ความว่า นักปราชญ์เหล่าใดเจริญสุญญตวิโมกข์ อนิมิตตวิโมกข์ และอัปปณิหิตวิโมกข์ ไม่บรรลุความเป็นพระสาวกในศาสนาพระชินเจ้า นักปราชญ์เหล่านั้นย่อมเป็นพระสยัมภูปัจเจกพุทธเจ้า มีธรรมใหญ่ มีธรรมกายมาก มีจิตเป็นอิสระ ข้ามห้วงทุกข์ทั้งมวลได้ มีจิตโสมนัส มีปกติเห็นประโยชน์อย่างยิ่ง เปรียบดังราชสีห์เช่นกับนอแรด จากพระสูตรนี้ จะเห็นได้ว่าบุคคลที่มีปัญญา ตั้งใจวิปัสสนาภาวนา จนบรรลุความหลุดพ้น สุ??ตวิโมกข์ คือหลุดพ้นด้วยเห็นอนัตตา แล้วถอนความยึดมั่นได้ อนิมิตตวโมกข์ คือหลุดพ้นด้วยเห็นอนิจจัง แล้วถอนความยึดมั่นได้ อัปปนิหิตวิโมกข์ คือหลุดพ้นด้วยเห็นทุกข์ แล้วถอนความปรารถนาได้ เมื่อถอนความยึดมั่นและความปรารถนาเสียได้ จิตย่อมบริสุทธิ์จนบรรลุธรรมกายในตนได้

         ดังนั้นข้อความในพระสูตรนี้ย่อมยืนยันได้ว่าทุกคนมี ธรรมกาย ยิ่งกว่านั้นยังใช้คำว่า พหุธมฺมกายา คือ มี ธรรมกาย มาก ตรงกับคำสอนของพระเดชพระคุณหลวงปู่วัดปากน้ำว่า ธรรมกาย ในตัวเรานั้นมีมากมาย ซึ่งท่านได้ให้รายละเอียดไว้เพียง ๑๐ เท่านั้น (ธรรมกายโคตรภู ธรรมกายพระโสดา ธรรมกายพระสกทาคา ธรรมกายพระอนาคา และธรรมกายพระอรหัต ทั้งหยาบและละเอียด)

ธรรมกาย คือ พระรัตนตรัย

รัตนตรัย คือ แก้ว ๓ ดวง

พระรัตนตรัย คือสิ่งที่พุทธศาสนิกชนบูชาสูงสุด พระรัตนตรัยตามนัยของพระปริยัติธรรมนั้น ประกอบด้วยพระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์ พระพุทธ หมายถึงพระพุทธเจ้า พระธรรมหมาย ถึงพระธรรมคำสั่งสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระสงฆ์ หมายถึงพระอรหันตสาวกของพระพุทธองค์ แต่พระรัตนตรัย ตามนัยของธรรมปฏิบัตินั้น พระเดชพระคุณหลวงปู่วัดปากน้ำ อธิบายว่า พระรัตนตรัยประกอบด้วยพุทธรัตนะ ธรรมรัตนะ และสังฆรัตนะ
พุทธรัตนะ คือ ธรรมกาย ธรรมรัตนะ คือ ธรรมทั้งหลายที่กลั่นจากหัวใจธรรมกาย สังฆรัตนะ คือ ดวงจิตของธรรมกาย
รัตนะทั้ง ๓ ประการนี้เกี่ยวเนื่องเป็นอันเดียวกัน จะพรากจากกันไม่ได้ ผู้ใดเข้าถึงพุทธรัตนะ ก็ได้ชื่อว่าเข้าถึงธรรมรัตนะ และสังฆรัตนะด้วย กล่าวอีกอย่างหนึ่งก็คือ ผู้เข้าถึงธรรมกาย ย่อมได้ชื่อว่าเข้าถึงพระรัตนตรัย (จากมรดกธรรม หน้า ๔๒) ในพระธรรมเทศนาเรื่องรัตนสูตร ว่าด้วยพุทธรัตนะ

16.ความจริงปรากฏ ธรรมกายเป็นของแท้

16.ความจริงปรากฏ ธรรมกายเป็นของแท้

พระนิพนธ์ของสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ (ปุ่น ปุณณสิริ) สมเด็จพระสังฆราชองค์ที่ 17 วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม
เรื่องข่าวอกุศลเกี่ยวกับวิชชาของหลวงพ่อ ข้าพเจ้ายังเงี่ยหูฟังอีกหลายทาง ตลอดจนเสียงพระเถระผู้ใหญ่บางรูปในพระนคร ก็ไม่ติฉินประการใด แถมบางรูปยังพูดไปถึงมูลเหตุแห่งข่าวอกุศลเหล่านี้เสียอีกว่าเกิดจากคนที่ มุ่งอิจฉา และยังได้ความต่อไปจนถึงว่า พวกที่อิจฉาเคยใช้คนมาลอบยิงท่านไปอยู่ใหม่ๆ เพราะท่านไม่ใช่คนถิ่นนี้ และถึงกับร้องเรียนเป็นข่าวอกุศลต่างๆไปยังสมเด็จพระสังฆราชครั้งกระโน้น ถึงกับส่งพระไปอยู่ประจำคอยสังเกตการณ์ และตำรวจก็ปลอมตัวเข้าไปสอดแนม ในที่สุดก็ไม่ได้ความจริงตามที่กล่าวมา นี่เป็นเรื่องที่ข้าพเจ้าสืบสวนได้ความว่า จะสมควรฟังเป็นความจริงเพียงใดหรือไม่ แล้วแต่ท่านผู้อ่านจะพิจารณาเอาเอง เพื่อที่จะรู้ว่าข้าพเจ้าผู้สืบสวนและเขียนข้อความเหล่านี้เป็นใคร จึงขอบอกไว้ให้ปรากฏในที่นี้ว่า ข้าพเจ้าพระทิพย์ปริญญา (ธูป กลัมพะสุต) ข้าพเจ้าเคยบวชเรียนมาแล้ว มีวิทยฐานะเป็นเปรียญ 6 ประโยค และตอนสุดท้ายเคยรับราชการเป็นผู้พิพากษาอยู่ในชั้นศาลอุทธรณ์ 10 ปี ทั้งนี้เพื่อเป็นแนวทางให้ผู้อ่านคิดเอาเองว่า ข้าพเจ้าจะเชื่ออะไรง่ายยากเพียงใด

ข้าพเจ้าสืบได้ความจนถึงต้นตอผู้ที่แพร่ข่าวอกุศล ตลอดทั้งตัวและชื่อผู้ที่เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงแพร่ข่าวอกุศล ทั้งสาเหตุที่ท่านเหล่านั้นจะคิดอิจฉาด้วยทุกประการ ออกรู้สึกสลดใจเป็นอย่างยิ่ง แต่ฟังดูทางหลวงพ่อไม่เห็นเอาใจใส่อะไร ไม่กล่าวขวัญถึงใครที่ข้าพเจ้าสืบได้ความดังกล่าวนั้นจากผู้อื่น
เท่าที่ข้าพเจ้าสืบสวนและสังเกตการณ์โดยใกล้ชิดมาเป็นเวลาเกือบปีแล้ว ได้ข้อเท็จจริงพอแล้วที่จะชี้ขาดว่า ข่าวอกุศลต่างๆนั้น ไม่มีมูลแห่งความจริงเลย ในทางตรงกันข้าม ข้าพเจ้าเชื่อเต็ม 100 เปอร์เซ็นต์ว่า ท่านเป็นผู้ที่บริสุทธิ์ด้วยประการทั้งปวง และมีภูมิรู้ในทางปริยัติกว้างขวาง เป็นพระธรรมกถึกชั้นเยี่ยม ทั้งเป็นผู้ปฏิบัติอย่างดีเลิศ การปฏิบัติและแนวเทศนาของท่านดำเนินตามหลักในคัมภีร์วิสุทธิมรรคทั้งสิ้น
เรื่อง ศีล สมาธิ ปัญญา ตามคัมภีร์วิสุทธิมรรคนั้นเป็นเรื่องใหญ่ เป็นเรื่องยาก ผู้ไม่ใช่นักปฏิบัติแล้ว ยากที่จะนำมาแสดงให้แจ่มแจ้ง ให้เป็นผลปฏิบัติได้ แต่หลวงพ่อวัดปากน้ำแสดงได้แจ้งชัด และชี้ทางปฏิบัติให้โดยตรง จึงสมควรเทิดไว้ในฐานันดรพระธรรมกถึกชั้นเยี่ยม

  
http://www.dhammakaya.net/สมาธิ/พระธรรมกาย/ธรรมกายเป็นของแท้

15.คำว่า ธรรมกาย ถูกเย้ยหยัน

คำว่า ธรรมกาย ถูกเย้ยหยัน
พระนิพนธ์ของสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ (ปุ่น ปุณณสิริ) สมเด็จพระสังฆราชองค์ที่ 17 วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม
อันคำว่า “ธรรมกาย” นั้น เป็นคำที่แปลกหูคนเอามากๆ เพราะเป็นชื่อที่ไม่มีใครสนใจ ผู้ไม่ทันคิดก็เหมาเอาว่าหลวงพ่อวัดปากน้ำอุตริบัญญัติขึ้นใช้เฉพาะวิธีการ ของท่าน คำว่า “ธรรมกาย” เป็นที่เย้ยหยันของผู้ไม่ปรารถนาดีต่อใคร บางคนก็ว่าอวดอุตริมนุสธรรม พูดเหยียดหยามว่าใครอยากเป็นอสุรกายจงไปเรียนธรรมกายที่ วัดปากน้ำ ข่าวนี้ก็ทราบถึงหลวงพ่อวัดปากน้ำเหมือนกัน ท่านยิ้มรับถ้อยคำเช่นนั้น ไม่มีปฏิกิริยาใดๆแสดงให้เห็น หลวงพ่อพูดว่า “น่าสงสาร พูดไปอย่างไร้ภูมิ ไม่มีที่มา เขาจะบัญญัติขึ้นได้อย่างไร เป็นถ้อยคำของคนเซอะ” ท่านว่าอย่างนั้น
เมื่อมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์คำว่า “ธรรมกาย” เช่นนั้น และพูดไปในแนวที่ทำลายท่าน นิสัยที่ไม่ยอมแพ้ใครอันมีมาแต่กำเนิด หลวงพ่อวัดปากน้ำใช้คำว่า “ธรรมกาย” เป็นสัญลักษณ์ของสำนักกัมมัฏฐานวัดปากน้ำทีเดียว เอาคำว่า “ธรรมกาย” ขึ้นเชิดชู ศิษยานุศิษย์รับเอาไปเผยแพร่ทั่วทิศ และอิทธิพลของคำว่า “ธรรมกาย” นั้น ไปแสดงความอัศจรรย์ถึงทวีปยุโรป ถึงกับศาสตราจารย์วิลเลียมต้องเหาะมาศึกษาและอุปสมบท ณ วัดปากน้ำ เป็นชาวยุโรปคนแรกที่มาอุปสมบทเป็นพระภิกษุในประเทศไทย นายวิลเลียมนี้เป็นชาวอังกฤษ คำว่า “ธรรมกาย” เป็นคำที่ระคายหูของคนบางพวก จึงยกเอาคำนั้นมาเสียดสี เพื่อให้รัศมีวัดปากน้ำเสื่อมคุณภาพ
หลวงพ่อวัดปากน้ำพูดว่า “เรื่องตื้นๆ ไม่น่าตกใจอะไร ธรรมกายเป็นของจริง ของจริงนี้จะส่งเสริมให้วัดปากน้ำเด่นขึ้น ไม่น้อยหน้าใคร พวกแกคอยดูไปเถิด” ดูเหมือนว่าไม่มีใครช่วยแก้แทนท่าน
แต่คำว่า “ธรรมกาย” นั้น ย่อมซาบซึ้งกันแจ่มแจ้ง เมื่อหลวงพ่อวัดปากน้ำได้มรณภาพแล้ว กล่าวคือ เมื่อทำบุญ 50 วัน งานศพของพระคุณท่าน คณะเจ้าภาพได้อาราธนาเจ้าคุณพระธรรมทัศนาธร วัดชนะสงคราม มาแสดงธรรม เจ้าคุณพระธรรมทัศนาธรได้ชี้แจงว่า คำว่า “ธรรมกาย” นั้น มีมาในพระสุตตันตปิฎก ท่านอ้างบาลีว่า “ตถาคตสฺส วาเสฏฺฐ เอตํ ธมฺมกาโยติ วจนํ” ซึ่งพอแปลความได้ว่า “ธรรมกายนี้ เป็นชื่อของตถาคต ดูกร วาเสฏฐ” ทำให้ผู้ฟังเทศน์เวลานั้นหลายร้อยคนชื่นอกชื่นใจเป็นอย่างยิ่ง ทุกคนกราบสาธุการแด่เจ้าคุณพระธรรมทัศนาธร และประหลาดใจว่าทำไมเจ้าคุณพระธรรมทัศนาธร จึงทราบประวัติและการปฏิบัติธรรมของหลวงพ่อวัดปากน้ำได้ถูกต้อง
ผู้เขียนเรื่องนี้ก็แปลกใจมาก เมื่อแสดงธรรมจบ ลงจากธรรมาสน์แล้ว จึงถามผู้แสดงธรรมว่า คุ้นเคยกับหลวงพ่อวัดปากน้ำหรือ จึงแสดงธรรมได้ถูกต้องตามความเป็นจริง
พระธรรมทัศนาธรตอบว่า “อ้าว ไม่รู้หรือ ผมติดต่อกับท่านมานานแล้ว หลวงพ่อวัดปากน้ำข้ามฟากไปฝั่งพระนคร แทบทุกคราวไปหาผมที่วัดชนะสงคราม และผมก็หมั่นข้ามมาสนทนากับเจ้าคุณวัดปากน้ำ การที่หมั่นมานั้น เพราะได้ยินเกียรติคุณว่ามีพระเณรมาก แม้ตั้ง 4-5 ร้อยรูป ก็ไม่ต้องบิณฑบาตฉัน วัดรับเลี้ยงหมด อยากจะทราบว่าท่านมีวิธีการอย่างไร จึงสามารถถึงเพียงนี้ และก็เลยถูกอัธยาศัยกับท่านตลอดมา” เมื่อทราบความจริงเช่นนั้น ทุกคนก็หายข้องใจ
http://www.dhammakaya.net/สมาธิ/พระธรรมกาย/ธรรมกายถูกเย้ยหยัน

14.ญาณแห่งธรรมกาย

ญาณแห่งธรรมกาย

พระนิพนธ์ของสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ (ปุ่น ปุณณสิริ) สมเด็จพระสังฆราชองค์ที่ 17 วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม
หลวงพ่อวัดปากน้ำมีวาทะตรงกับใจ เมื่อจะพูดอะไรก็พูดโดยไม่สะทกสะท้านและไม่กลัวคำติเตียนด้วย เช่นครั้งหนึ่ง ผู้เขียนเรื่องนี้ได้มาฉันเพลที่วัดปากน้ำ วันนั้นมีประชาชนมาก ร่วมใจถวายทานแด่พระภิกษุสามเณรทั้งวัดเป็นกรณีพิเศษ เมื่อทายกประเคนอาหารเรียบร้อยแล้ว มีพ่อค้าตลาดสำเพ็งผู้มั่งคั่งคนหนึ่งไปกราบและถามว่า “หลวงพ่อขอรับ วันนี้จะมีผู้บริจาคสร้างกุฏิเพื่อเจริญพระกัมมัฏฐานบ้างไหม” ชาวบ้านไม่น้อยกว่า 20 คนที่นั่งใกล้ๆได้ยินคำถามนั้น คิดว่าคงตั้งใจฟังคำตอบของหลวงพ่อต่างทอดสายตามองหลวงพ่อเพื่อฟังคำตอบ
เวลานั้น ข้าพเจ้าผู้เขียนมีทั้งโกรธผู้ถาม ทั้งหนักใจแทนหลวงพ่อ และได้มองหน้าผู้ตอบ หลวงพ่อมีดวงหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส หลับตาสัก 5 นาที ครั้นแล้วตอบทันทีว่า “มี” ผู้ถามได้ถามย้ำต่อไปว่า “กี่หลัง” ตอบว่า “2-3 หลัง” และย้ำอีกว่า “ต้องได้แน่”
เวลานั้น ผู้เขียนฉันภัตตาหารไม่มีรส โกรธผู้ถามว่า ช่างไม่มีอัธยาศัย คำถามเช่นนั้น เท่ากับเอาโคลนมาสาดรดหลวงพ่อ เมื่อต้องการทราบ ควรถามเฉพาะสองต่อสอง และโกรธหลวงพ่อว่า ช่างไม่มีปัญญาแก้ปัญหาเฉพาะหน้า คิดว่าทำไมนะ หลวงพ่อจึงไม่พูดว่า เวลานี้ยังไม่เป็นโอกาสที่จะพยากรณ์คำถามนั้น ที่ตอบออกไปว่า 2-3 หลังนั้น หมิ่นต่ออันตรายมากนัก อาจเป็นคำพูดที่ฆ่าตนเองได้ ดาบของตนฆ่าตนเอง เวลานั้นก็เอาใจช่วยหลวงพ่อขอให้มีผู้บริจาคจริงๆเถิด เสร็จจากฉันของหวานแล้ว คำพยากรณ์ของหลวงพ่อก็ยังไม่ปรากฏเป็นความจริงขึ้น ผู้เขียนเรื่องนี้นั่งอยู่ด้วยความอึดอัดใจ นึกตำหนิท่านว่า ไม่รอบคอบพอ
ได้เวลาอนุโมทนา มีคณะอุบาสกอุบาสิกากลุ่มหนึ่งเข้ามากราบหลวงพ่อ บอกว่าศรัทธาจะสร้างกุฏิเล็กๆอย่างที่หลวงพ่อสร้างไว้แล้วสัก 2-3 หลัง ประมาณราคา 3-4 ร้อยบาทต่อหนึ่งหลัง ขอให้หลวงพ่อช่วยจัดการให้ด้วย ตอนนี้หลวงพ่อไม่หัวเราะ ยิ้มน้อยๆ พอสมควรแก่กาละ ครั้นแล้วหลวงพ่อเรียกตัวผู้ถามมาบอกว่า “ได้แล้วกุฏิกัมมัฏฐาน 3 หลัง เจ้าของนั่งอยู่นี่” แล้วท่านชี้มือไปยังเจ้าภาพผู้บริจาค ผู้ถามได้กระโดดเข้าไปกราบที่ตักหลวงพ่อพูดว่า “ยิ่งกว่าตาเห็น” ผู้เขียนดีใจจนเหงื่อแตกที่ความจริงมากู้เกียรติของหลวงพ่อไว้ได้
เกรงว่าจะเป็นลูกไม้ จึงหาโอกาสสนทนากับผู้บริจาคว่านัดกับหลวงพ่อไว้หรือว่าจะสร้างกุฏิถวาย ได้รับคำตอบว่า พึ่งคิดเมื่อมาทำบุญวันนี้เอง เดินมาเห็นกุฏิเล็กๆสวยดี อยากจะสร้างบ้าง แต่ทุนไม่พอ จึงปรึกษากับพวกพ้องที่บังเอิญมาพบกันวันนี้เห็นดีร่วมกัน จึงได้มอบเงินแก่หลวงพ่อให้จัดการสร้างต่อไป นี่เป็นเรื่องก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 ร่วม 20 ปี
เมื่ออุบาสกอุบาสิกากลับหมดแล้ว ผู้เขียนจึงได้พูดกับหลวงพ่อต่อไป เบื้องต้นยกย่องว่า หลวงพ่อพยากรณ์แม่นเหมือนตาเห็น แต่น่ากลัวอันตราย ไม่ควรตอบในเวลานั้น ควรจะบอกเฉพาะตัวหรือสองต่อสอง หลวงพ่อถามว่าอันตรายอย่างไร จึงเรียนท่านว่า ถ้าไม่เป็นความจริงดังคำพยากรณ์ ชาวบ้านจะเสื่อมศรัทธา หลวงพ่อพูดว่า “เรามันเซอะ พระพุทธศาสนาเก๊ได้หรือ ธรรมของพระพุทธเจ้าต้องจริง ธรรมกายไม่เคยหลอกลวงใคร” เมื่อได้ยินดังนั้นก็จำต้องนิ่ง และไม่คิดจะถามความเห็นอะไรต่อไป ที่นำมาเขียนไว้นี้เพื่อจะแสดงว่า ญาณของหลวงพ่อให้ความรู้แก่หลวงพ่ออย่างไรในวิถีของผู้ปฏิบัติธรรม หลวงพ่อต้องพูดอย่างนั้น ถ้าญาณไม่แสดงออกจะเอาอะไรมาพูด

ถูกโจมตี

คำว่า “ธรรมกาย” นั้น ยังไม่ได้ยินใครนำมาพูดเลยในประเทศไทย ที่เขียนอย่างนี้ หมายความว่ายังไม่มีใครนำออกแสดงเป็นหลักปฏิบัติทางพระกรรมฐาน มีองค์เดียวเท่านั้นที่นำคำว่า “ธรรมกาย” มาใช้สอนพุทธบริษัท ท่านผู้นั้นคือ พระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร)
คำว่า “ธรรมกาย” นั้น พระคุณท่านไม่ได้บัญญัติขึ้นเอง แต่หากท่านปฏิบัติธรรมได้มาแล้ว ซึ่งตรงกับคำที่มีอยู่ในพระไตรปิฎกด้วย เมื่อท่านค้นคว้าได้มา บังเอิญไปตรงกับพระไตรปิฎกเข้า จึงเป็นเรื่องที่ท่านภูมิใจและมั่นใจว่า ของจริงมีจริง และมีอยู่ในพระพุทธศาสนาเท่านั้น แต่ของจริงนั้น บุคคลจะพึงเห็นได้ด้วยการปฏิบัติธรรมอย่างแท้จริงเท่านั้น มิใช่จะเกิดขึ้นเพราะความคิดนึกและความปรารถนา
เมื่อคำว่า “ธรรมกาย” แพร่หลายออกไป ถึงกับเข้าหูท่านผู้เป็นนักปราชญ์มหาบัณฑิต ทำความฉงนสนเท่ห์ให้เกิดขึ้นในวงการคณะสงฆ์ บางท่านก็ปลงใจเอาว่า หลวงพ่อวัดปากน้ำมีความรู้และการปฏิบัติธรรมเกินธงเสียแล้ว ถ้าปล่อยทิ้งไว้จะเป็นภัยแก่ศาสนา แต่ยังไม่มีใครกล้าจะยกความผิดขึ้นมาพิจารณา เพราะเวลานั้น คนทุกชั้นถวายความเคารพนับถือว่าเป็นคณาจารย์ที่มีศิษยานุศิษย์มาก ทั้งสามารถปกครองพระภิกษุสามเณรเป็นจำนวนหลายร้อยรูป มิใช่เพียงแต่ปกครองเปล่า ได้จัดการเลี้ยงอาหารเช้าและเพลถวายแก่พระภิกษุสามเณรตลอดปี และตลอดอายุของท่าน นับแต่เริ่มจัดการเลี้ยงพระภิกษุสามเณรมา
หลวงปู่วัดปากน้ำ
เมื่อธรรมกายเกิดขึ้น วัดปากน้ำได้รับคำวิพากษ์วิจารณ์กันมาก บางพวกก็ปลื้มใจ บางพวกก็หนักใจ บางพวกก็ตั้งขอกล่าวหาลงโทษวัดปากน้ำอย่างหนัก ถึงกับพูดว่าอุตริมนุสธรรมก็มี ข่าวนี้มิใช่ท่านจะไม่รู้ ท่านได้ยินเสมอๆ แต่เสียงนั้นก็ไม่ก่อให้เกิดความเดือดร้อนใจแก่ท่านแม้แต่เล็กน้อย ท่านกลับภูมิใจเสียอีกที่ได้ยินได้ฟังคำเช่นนั้น
ผู้เขียนได้เคยปรารภเรื่องนี้กับเจ้าคุณวัดปากน้ำ แสดงความหนักใจให้ท่านเห็น ท่านกลับพูดว่า “คนเช่นเราไม่ใช่ไร้ปัญญา ชั่วก็รู้ ดีก็เห็น เราจะฆ่าตัวเราเองเพราะความปรารถนาลาลกทำไม ที่เขาพูดหาว่าเราอย่างนั้น บางคนคงจะไม่รู้จักคำว่า ธรรมกาย มีอยู่ที่ไหน หมายเอาใคร เขาอาศัยความไม่รู้มาว่าเราผู้ตั้งใจปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ เมื่อผู้ไม่รู้มาติเตียนเรา ความไม่รู้ของเขาจะลบล้างสัจธรรมของพระพุทธศาสนาได้อย่างไร ถ้าจะกลบก็กลบได้เพียงชั่วคราว ไม่ช้าดวงแก้วของพระพุทธศาสนาก็จะเปล่งรัศมีให้ผู้มีปัญญาเห็นด้วยสายตาของ ตนเอง การที่เขานำไปพูดเช่นนั้น เป็นผลแห่งการปฏิบัติที่เราได้กระทำกันอยู่ แสดงให้เห็นว่าคณะวัดปากน้ำไม่ได้กินแล้วนอน เป็นสำนักที่เคร่งครัดในการปฏิบัติธรรม การที่เขานำไปพูดเช่นนั้น เท่ากับเอาสำนักเราไปเผยแพร่ ดีเสียกว่าการโฆษณาทางหนังสือพิมพ์ เพราะการที่เขานำไปพูดเช่นนั้นเป็นการกระทำของผู้พูดเอง เราไม่ได้จ้างไม่ได้วานใคร เมื่อพูดทางไม่ดีได้ก็ต้องมีคนพูดทางดีได้เหมือนกัน ธรรมจะต้องชนะอธรรมเสมอ เราไม่ต้องเดือดร้อนใจ เพราะธรรมกายของพระพุทธศาสนาเป็นของแท้ ไม่ใช่ของเก๊หรือของเทียม ธรรมกายจะปรากฏเป็นความจริงแก่ผู้เข้าถึงธรรม เรื่องอย่างนี้เราไม่หวั่น เราเชื่อในคุณพระพุทธศาสนา"

ที่ประชุมลับ

เมื่อคราว อุบาสิกาท้วม หุตานุกรม หัวหน้าอุบาสิกาสมัยเจ้าคุณพระมงคลเทพมุนียังมีชีวิตอยู่ ได้ทำบุญขึ้นบ้านใหม่ ผู้เขียนได้พบพระเถระรูปหนึ่งมาในการบำเพ็ญกุศลนี้ด้วย ท่านรูปนี้คุ้นเคยและชอบพอกับผู้เขียนมาก ผู้เขียนชอบเรียกนามเดิมของท่าน พระเถระรูปนี้กลับพูดว่า “กระผมพอใจที่ใต้เท้าเรียกอย่างนั้น ผมรู้สึกว่าใต้เท้าให้ความสนิทสนมแก่กระผมผู้น้อยอย่างใจจริง ใต้เท้าเรียกนามเดิมของกระผม กลับภูมิใจว่าใต้เท้าเอ็นดูในกระผมมาก ไม่คำนึงถึงว่าเป็นคำดูหมิ่นดูแคลน” เรายังนึกชอบใจในอัธยาศัยอันงามของท่านผู้นี้ เพราะไม่เคยคิดและไม่เคยเห็น ทั้งไม่เคยทราบมาก่อนว่าพระเถระรูปนี้เคยมาติดต่อกับวัดปากน้ำ จึงได้ถามเพื่อทราบความจริงว่า เจ้าคุณเคยรู้จักกับหลวงพ่อวัดปากน้ำและเคยมาเสมอหรือ ได้รับคำตอบอย่างนิ่มนวลว่า เมื่อเจ้าคุณพระมงคลเทพมุนียังมีชีวิตอยู่และก่อนมรณภาพหลายปี เคยมาติดต่อกับท่าน เหตุที่มานั้นพระเถระรูปนี้เล่าว่าการปฏิบัติธรรมของหลวงพ่อวัดปากน้ำแพร่ หลายไปในหมู่คนทุกชั้น มีทั้งติทั้งชม เป็นแนวทางสอนที่แตกหัก ทั้งน่าเคารพและน่ากลัว ท่านผู้รู้วิจารณ์ในแง่ต่างๆ บางท่านก็สนเท่ห์ว่า ธรรมกายของหลวงพ่อวัดปากน้ำมีผู้ปฏิบัติถึงกันมาก จะเป็นแผนการลวงประชาชนของผู้มีความปรารถนาอันลามก ถึงมีการประชุมลับกันในพระเถระผู้ใหญ่และผู้เชี่ยวชาญในพระกรรมฐาน ส่วนมากลงความเห็นหนักไปในการละเมิดพระวินัย เข้าขั้นอุตริมนุสธรรม ยกโทษสูงถึงเพียงนั้น ท่วงทีก็หาทางจะคว่ำบาตรเจ้าคุณพระมงคลเทพมุนี
หลวงปู่วัดปากน้ำ
พระเถระรูปนี้ คือ องค์ที่ผู้เขียนกล่าวถึงได้รับเกียรติเข้าประชุมอยู่ด้วย ท่านผู้นี้พูดว่าอันอุตริมนุสธรรมนี้เป็นเป็นคำที่แปลว่าเป็นธรรมของมนุษย์ อันยอดยิ่ง คือ เป็นธรรมชั้นสูงสุดของมนุษย์ ทางพระพุทธศาสนา เมื่อใครผู้ใดเข้าถึงแล้วย่อมข้ามโอฆะทั้งมวลถึงฝั่งพระนิพพานอันไม่มีภพ ชาติสืบต่อไป แต่ผู้จะเข้าถึงอุตริมนุสธรรมต้องเป็นคนมีบารมีธรรมสูง มีความเพียรมาก งามทั้งปริยัติ ปฏิบัติ งามทั้งสีลาจารวัตร ต้องมีสัจธรรมประจำสันดาน ไม่ใช่วิสัยของคนพอดีพอร้าย ต้องเป็นคนใจกล้า เสียสละ มีเมตตาธรรมสูง เจ้าคุณพระมงคลเทพมุนี วัดปากน้ำ เป็นคณาจารย์กล้าพูดกล้าสอน ไม่มีความครั่นคร้ามต่อใครผู้ใด เมื่อเห็นดีอย่างไรก็ปฏิบัติตามความเห็น น่าจะมีความบริสุทธิ์ใจตามความรู้ความเห็น
แม้พระพุทธเจ้าเมื่อจะทรงประกาศสัจธรรมก็ตรัสแก่เบญจวัคคีย์ว่า “เมื่อญาณทัศนะยังไม่บริสุทธิ์ตราบใด เราก็ไม่อาจจะปฏิญาณความเป็นพระสัมพุทธะแก่สมณพราหมณ์ ประชาชน แก่เทวดาและมนุษย์โลก กับทั้งเทวดาโลก มารโลก พรหมโลกได้” ที่พระองค์ทรงกล้าปฏิญาณได้ ก็เพราะได้ญาณทัศนะ รู้ความจริงแล้ว นี่เป็นข้อความที่จำต้องคำนึงถึงเป็นบทมาติกาก่อน
เจ้าคุณวัดปากน้ำ ตามเสียงพูดกันว่า มีเมตตาธรรมสูง มีสังคหธรรมยอดเยี่ยม กล้าพูดว่าได้ธรรมกาย กล้าเอาธรรมกายมา สอน ให้การศึกษาทั้งทางปริยัติทั้งทางปฏิบัติแก่พระภิกษุสามเณรในวัดปากน้ำไม่ น้อยกว่า 300 รูป สอบนักธรรมและบาลีในสนามหลวงได้จำนวนตั้ง 100 ลองคิดตรึกตรองดูบ้างว่า ในประเทศไทยวัดไหนทำประโยชน์ศาสนาถึงขนาดนี้ อันการปฏิบัติธรรมเข้าถึงหลุดพ้นนั้น ท่านก็วางไว้ถึง 3 ขั้น คือ
  1. ตทังควิมุตติ (หลุดพ้นชั่วคราว ด้วยการดับกิเลสด้วยธรรมที่เป็นคู่ปรับ)
  2. วินัมภนวิมุตติ (หลุดพ้นด้วยการข่มไว้ คือ การดับกิเลสของผู้บำเพ็ญฌาณ)
  3. สมุจเฉทวิมุตติ (หลุดพ้นด้วยการตัดขาด คือ ดับกิเลสอย่างสิ้นเชิงด้วยโลกุตรมรรค)
เจ้าคุณวัดปากน้ำจะเข้าขั้นไหนเราก็ยังไม่ทราบ แต่ก็ควรคิดไว้ก่อนว่า สำนักวัดปากน้ำสอนมานาน พูดมานานแล้ว ธรรมวัดปากน้ำก็ยังไม่เสื่อม มีแต่เพิ่มผู้ปฏิบัติยิ่งขึ้น ท่านยังตั้งเจตนาว่าจะรับพระภิกษุสามเณรให้เข้าศึกษากันถึง 500 องค์ เฉพาะวัดปากน้ำ ลักษณะนี้น่าจะมีอะไรดีอยู่มาก ถ้าเป็นเจตนาลวงโลกคงอยู่ไม่ได้ถึงเพียงนี้ เท่าที่เคยพบมาพระอาจารย์ลามกอยู่ได้เพียง 5-6 ปี ก็สาบสูญไป แต่วัดปากน้ำสู้หน้าโลกอยู่ได้โดยไม่ตกต่ำก็น่าจะมีอะไรดีเป็นหลักประกัน อยู่มาก พวกเราที่มาพิจารณาโทษของวัดปากน้ำทั้งหมดนี้ ความจริงก็ไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญทางพระกรรมฐานมากนัก รู้พอรักษาตัวได้ ความรู้ทางธรรมปฏิบัติก็มีความลุ่มลึกสุขุมแตกต่างกัน แม้ขั้นพระอรหันต์ก็ยังต่างกันโดยคุณสมบัติ อุตริมนุสธรรมนั้น ผู้ปฏิบัติพึงได้พึงถึง ต้องสามารถดำเนินปฏิปทาทางจิต มีวิริยะอุตสาหะอย่างอุกฤษฏ์ พวกเรายังปฏิบัติไม่เข้าขั้นเช่นนี้ จะไปลงโทษผู้เชี่ยวชาญในพระกรรมฐานได้อย่างไร เอาความรู้อะไรไปลงโทษเขา
ที่ประชุมยอมรับความเห็นนั้น และให้พระเถระรูปนี้มาสอบสวนเป็นความลับ และท่านมาในฐานะเป็นผู้สนใจในการปฏิบัติธรรม ในที่สุดเรื่องร้ายก็ไม่เกิดขึ้น และไม่ถูกสงสัยในแง่อุตริมนุสธรรมอีกต่อไป การเป็นดังนี้เท่ากับว่า หลวงพ่อวัดปากน้ำรอดตัวได้ด้วย “อานุภาพธรรมกาย
http://www.dhammakaya.net/สมาธิ/พระธรรมกาย/การเผยแผ่วิชชาธรรมกาย

13.สิริธรรมกาย



สิริธรรมกาย
ขยายความหลักฐานธรรมกาย โดย พระมหาสมเกียรติ วรยโส (ป.ธ.๙)
คำว่า "ธรรมกาย" ในพระคัมภีร์อรรถกถา ขุททกนิกาย (เมตตชิเถรคาถา) ชื่อ ปรมัตถทีปนี ภาค ๑ เล่มที่ ๓๒ ข้อ ๙๔ หน้า ๓๐๔ ว่า
อรหตฺตํ ปน ปตฺวา สตฺถารํ โถเมนฺโต : - นโม หิ ตสฺส ภควโต สกฺยปุตฺตสฺส สิรีมโต เตนายํ อคฺคปฺปตฺเตน อคฺคธมฺโม สุเทสิโตติ ฯ คาถํ อภาสิ. ตตฺถ นโมติ นมกาโร. หีติ นิปาตมตฺตํ. ตสฺสาติ โย โส ภควา สมตึสปารมิโย ปูเรตฺวา สพฺพกิเลเส ภญฺชิตฺวา อนุตฺตรํ สมฺมาสมฺโพธึ อภิสมฺพุทฺโธ, สกฺยราชสฺส ปุตฺโตติ สกฺยปุตฺโต. อนญฺญสาธารณาย ปุญฺญสมฺปตฺติยา จ สมฺภาวิโต อุตฺตมาย รูปกายสิริยา ธมฺมกายสิริยา จ สมนฺนาคตตฺตา สิรีมา, ตสฺส ภควโต สกฺยปุตฺตสฺส สิรีมโต นโม อตฺถุ, ตํ นมามีติ อตฺโถ.
แปลว่า : ก็พระเถระครั้นบรรลุพระอรหัตแล้ว เมื่อจะชื่นชมพระบรมศาสดาได้กล่าวคาถาว่า "ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคศากยบุตร ผู้มีพระสิริพระองค์นั้น พระองค์ผู้ถึงแล้วซึ่งธรรมอันสูงสุด ได้ทรงแสดงอัครธรรม นี้ไว้ด้วยดี ดังนี้ ฯ
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า นโม ได้แก่ ทำการนอบน้อม บทว่า หิ เป็นเพียงนิบาต บทว่า ตสฺส ความว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้นใด ทรงบำเพ็ญบารมีมาครบ ๓๐ ทัศ ทรงหักกิเลสทั้งปวง แล้วตรัสรู้พระอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ ชื่อว่าเป็นศากยบุตร เพราะเป็นบุตรของพระเจ้าศากยะ ทรงเจริญแล้วด้วยบุญสมบัติ อันไม่สาธารณ์ทั่วไปแก่สัตว์อื่นและชื่อว่า ผู้มีพระสิริ เพราะประกอบไปด้วยสิริคือ พระรูปกาย และสิริคือ ธรรมกาย อันสูงสุด ขอความนอบน้อมจงมีแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้เป็นศากยบุตรผู้มีพระสิริพระองค์นั้น ความว่า ข้าพเจ้าขอนอบน้อมพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น ฯ ขยายความ : คาถานี้เป็นการกล่าวของท่านพระเมตตชิเถระ หลังจากที่ท่านได้สำเร็จเป็นพระอรหันต์แล้ว ก็ได้กล่าวแสดงความนอบน้อมชมเชยพระสิริคือความงดงามของพระผู้มีพระภาคเจ้า ซึ่งเป็นพระคุณลักษณะประการอนึ่งในภคธรรม ๖ ประการของพระผู้มีพระภาคเจ้าดังที่ท่านกล่าวไว้ในอรรถกถาสมันตปาสาทิกาเป็น ต้นว่า "อนึ่ง เพราะ ภค ศัพท์ ย่อมเป็นไปในธรรม ๖ ประการ คือ ความเป็นใหญ่ ธรรม ยศ สิริ กามะ และความเพียร"

พระสิริของพระผู้มีพระภาคเจ้านั้นมี ๒ ประการ คือ

๑. สิริ คือ ความงดงามของพระรูปกายอันยอดเยี่ยมหาผู้เปรียบปานมิได้ เพราะประกอบไปด้วยมหาปุริสลักษณะ ๓๒ ประการ และอนุพยัญชนะคือลักษณะพิเศษแห่งอวัยวะส่วนย่อยๆ อีก ๘๐ ประการเป็นต้น อันเกิดแต่การสั่งสมบุญบารมีมาอย่างบริบูรณ์แล้ว ย่อมเป็นที่ดึงดูดนัยนาคือดวงตา (ตาเนื้อ) ของชาวโลกผู้เป็นรูปัปมาณิกา เลื่อมใสในพระรูปกายของพระองค์ ดังที่ท่านกล่าวไว้ในอรรถกถาสมันตปาสาทิกา เป็นต้น ว่า
"พระสิริแห่งพระอังคาพยพ (อวัยวะ) น้อยใหญ่ทุกส่วน บริบูรณ์ด้วยอาการทั้งปวง สามารถยังความเลื่อมใสแห่งดวงตาและดวงใจของชนผู้ขวยขวายในการดูพระรูปกายให้ บังเกิด"
๒. สิริ คือ ความงดงามของพระธรรมกายอันสูงสุด ที่พระเดชพระคุณพระมงคลเทพมุนีกล่าวไว้ว่า ประดุจรูปพระพุทธปฏิมากร เกตุดอกบัวตูม ใสเหมือนกระจกคันฉ่องส่องหน้า มีพระรัศมีสว่างไสวหาประมาณมิได้ งามยิ่งนักหาผู้เสมอเหมือนได้ยาก และทรงไว้ซึ่งมหาปุริสลักษณะ ๓๒ ประการเป็นต้นเหมือนพระรูปกาย แต่ทรงไว้ซึ่งพระคุณานุภาพภายในอันไม่สาธารณ์ทั่วไปแด่พระธรรมกายของพระ ปัจเจกพุทธะและพระสาวกพุทธะทั้งหลาย มี พระทศพลญาณเป็นต้น อันพระอริยสาวกจะพึงเห็นได้ด้วยปัญญาจักษุเท่านั้น ที่ตนแทงตลอดด้วยอริยมรรค เมื่อเห็นแล้วย่อมเป็นผู้มีความเลื่อมใสอันไม่คลอนแคลน อันเป็นความเลื่อมใสที่แท้จริง พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงประกอบด้วยพระสิริ ๒ ประการดังกล่าวข้างต้น จึงหาผู้เสมอเหมือนมิได้ด้วยพระสิริทั้งสองประการ แต่ทรงเป็นผู้เสมอกันกับด้วยพระผู้มีพระภาคในปางก่อนทั้งหลาย ดังที่ท่านกล่าวไว้ในอรรถกถาอัคคัปปสาทสูตร ในขุททกนิกาย อิติวุตตกะ (๒๖/๙๐/๓๒๐) ว่า
"เย ปน ปุริมกา สมฺมาสมฺพุทฺธา สพฺพสตฺเตหิ อสมา. เตหิ สทฺธึ อยเมว รูปกายคุเณหิ เจว ธมฺมกายคุเณหิ จ อสมสมฏฺเฐนปิ อคฺโค ฯ แปลความว่า พระผู้มีพระภาค ชื่อว่าเป็นผู้ล้ำเลิศ แม้โดยความหมายว่า ไม่มีผู้เสมอเหมือน เพราะพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นี้เอง เป็นผู้เสมอโดยพระคุณทางรูปกาย และพระคุณทางธรรมกายกับพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทั้งหลายในปางก่อน ผู้ไม่เสมอเหมือนกับสรรพสัตว์ ฯ
ดังนั้น พระอริยสาวกผู้มีปัญญาจักษุ เพราะเห็นธรรมด้วยธรรมกายแล้ว เมื่อจะทำการนอบน้อม อภิวันทนาการชมเชยพระสิริแห่งพระผู้มีพระภาค ย่อมมุ่งหมายชมเชยพระสิริทั้ง ๒ ประการ ต่างจากปุถุชนผู้ไม่เห็นธรรม ปราศจากปัญญาจักษุ ย่อมกล่าวชมเชยได้เฉพาะพระสิริแห่งพระรูปกายเท่านั้น เพราะเหตุนั้น ในขุททกนิกาย เถรคาถา ท่านพระเมตตชิเถระ เมื่อบรรลุพระอรหัตแล้วจึงกล่าวชมเชยพระสิริแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า
"นโม หิ ตสฺส ภควโต สกฺยปุตฺตสฺส สิรีมโต" แปลความว่า ข้าพระพุทธเจ้า ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้ศากยบุตร ผู้ประกอบด้วยพระสิริคือความงามแห่งพระรูปกายและพระธรรมกาย พระองค์นั้น ฯ
ดังนั้น ท่านผู้มีปรีชาญาณทั้งหลายผู้ฉลาดในอรรถแห่งพระธรรม เมื่ออ่านพบเจอข้อความเกี่ยวกับการชมเชยพระสิริแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าทั้ง หลาย ณ ที่ใดในคัมภีร์พระพุทธศาสนาซึ่งมีมากมายหลายแห่งดังในคัมภีร์ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค (๑๑/๒๐๙/๑๗๕) เป็นต้นว่า
ขอนอบน้อมแด่พระวิปัสสีพุทธเจ้า ผู้มีพระจักษุ มีพระสิริ ... พระอังคีรสพุทธเจ้า ผู้ศากยบุตร ผู้มีพระสิริ"
ดังนี้เป็นต้น จึงพึงเข้าใจเถิดว่า ท่านมุ่งหมายเอาสิริทั้งสองประการดังกล่าวมา ดังท่านพระอรรถกถาจารย์เจ้าไขความดังข้างต้นว่า
"อุตฺตมาย รูปกายสิริยา ธมฺมกายสิริยา จ สมนฺนาคตตฺตา สิริมา."
ซึ่งแปลความว่า "ผู้มีพระสิริ เพราะประกอบด้วยพระสิริแห่งพระรูปกาย และพระสิริคือความงดงามแห่งพระธรรมกายอันสูงสุด" ดังพรรณนามาฉะนี้แล ฯ

http://www.dhammakaya.net/สมาธิ/พระธรรมกาย/สิริธรรมกาย

12.พระธรรมนำสู่ธรรมกาย

พระธรรมนำสู่ธรรมกาย
ขยายความหลักฐานธรรมกาย โดย พระมหาสมเกียรติ วรยโส (ป.ธ.๙)
คำว่า "ธรรมกาย" ในคัมภีร์อรรถกถา ขุททกนิกาย อิติวุตตกะ ชื่อ ปรมัตถทีปนี เล่มที่ ๒๖ ข้อ ๘๓ หน้า ๒๙๒-๒๙๓ ว่า
ตถาคต ปฺปเวทิเต ธมฺมวินเยติ ตถาคเตน ภควตา เทสิเต สิกฺขตฺตยสงฺคเห สาสเน ฯ ตํ หิ ธมฺมโต อนเปตตฺตา ธมฺโม จ, อาสยานุรูปํ วิเนยฺยานํ วินยนโต วินโย จาติ ธมฺมวินโย,ฯ อุปนิสฺสยสมฺปตฺติยา วา ธมฺมโต อนเปตตฺตา ธมฺมํ อปฺปรชกฺขชาติกํ วิเนตีติ ธมฺมวินโย ฯ ธมฺเมเนว วา วินโย, น ทณฺฑสตฺเถหีติ ธมฺมวินโย,ฯ ธมฺมยุตฺโต วา วินโยติ ธมฺมวินโย, ฯ ธมฺมาย วา ยถา มคฺคผลนิพฺพานาย วินโยติ ธมฺมวินโย, ฯ มหากรุณาสพฺพญฺญุตญฺญาณาทิธมฺมโต วา ปวตฺโต วินโยติ ธมฺมวินโย, ฯ ธมฺโม วา ภควา ธมฺมภูโต ธมฺมกาโย ธมฺมสฺสามี, ตสฺส ธมฺมสฺส วินโย, น ตกฺกิยานนฺติ ธมฺมวินโย,ฯ ธมฺเม วา มคฺคผเล นิปฺผาเทตพฺพวิสยภูเต วา ปวตฺโต วินโยติ ธมฺมวินโยติ วุจฺจติ ตสฺมึ ธมฺมวินเย ฯ
แปลว่า : บทว่า ตถาคตปฺปเวทิเต ธมฺมวินเย ความว่า ในคำสอนที่สงเคราะห์ด้วยสิกขา ๓ ที่พระตถาคต คือพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงแล้ว เพราะว่า คำสอนนั้น ท่านเรียกว่า ธรรมวินัย เพราะชื่อว่า "ธรรม" เหตุที่ไม่ปราศไปจากธรรมและชื่อว่า "วินัย" เพราะฝึกเวไนยสัตว์ตามสมควรแก่กิเลสที่นอนเนื่องอยู่ในใจ อีกอย่างหนึ่ง ท่านเรียกว่า "ธรรมวินัย" เพราะแนะนำผู้มีกำเนิดแห่งบุคคล ผู้มีนัยน์ตามีธุลีน้อย ที่ชื่อว่า เป็นธรรม เพราะไม่ปราศไปจากธรรม เหตุที่สมบูรณ์ไปด้วยอุปนิสัย อีกอย่างหนึ่ง ท่านเรียกว่า "ธรรมวินัย" ฝึกด้วยธรรมอย่างเดียว ไม่ใช่ฝึกด้วยท่อนไม้และศาสตรา อีกอย่างหนึ่ง ท่านเรียกว่า "ธรรมวินัย" เพราะวินัยประกอบด้วยธรรม อีกอย่างหนึ่ง ท่านเรียกว่า "ธรรมวินัย" เพราะนำเข้าไปหาธรรมเพื่อมรรค ผล และนิพพานตามลำดับ อีกอย่างหนึ่ง ท่านเรียกว่า "ธรรมวินัย" เพราะเป็นเครื่องแนะนำที่เป็นไปแล้วโดยธรรม มีมหากรุณาและพระสัพพัญญุตญาณเป็นต้น อีกอย่างหนึ่ง ท่านเรียกว่า "ธรรมวินัย" เพราะพระธรรมเป็นเครื่องนำเข้าไปหาธรรมของพระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้เป็นองค์ธรรม ผู้เป็นธรรมกาย ผู้เป็นเจ้าของธรรม ไม่ใช่นำเข้าไปหาธรรมของนักตรรกทั้งหลาย อีกอย่างหนึ่ง ท่านเรียกว่า "ธรรมวินัย" เพราะเป็นเครื่องแนะนำที่เป็นไปแล้วในธรรม คือ มรรคผลหรือในธรรมอันเป็นวินัยที่จะพึงให้สำเร็จ ในพระธรรมวินัยนั้น
ขยายความ : พระอริยสาวกเป็นอันมาก ผู้ปฏิบัติตามธรรม คือ อริยมรรคมีองค์ ๘ อันประเสริฐ จึงบรรลุธรรม (ปตฺตธมฺโม) ตั้งอยู่ในธรรม (ธมฺเม ฐิโต) รู้แจ้งธรรม (วิทิตธมฺโม) เป็นธรรมภูต คือ ธรรมกาย ซึ่งเป็นเครื่องนำเข้าไปหาพระธรรม คือ พระธรรมกายของพระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้เป็นองค์แห่งธรรม ผู้เป็นพระธรรมกาย ผู้เป็นเจ้าของแห่งธรรม ดังที่ท่านกล่าวไว้ในฎีกาวินัยชื่อ สารัตถทีปนีว่า
"พระอริยบุคคลทั้งหลาย ย่อมเป็นผู้ไม่ละเว้นไปจาก ธรรมสรีระ (กายแห่งธรรม) ของพระศาสดา เพราะกระทำพระธรรม (ธรรมกาย) ที่พระศาสดาทรงเห็นแล้วให้ประจักษ์แก่ตนเอง(ด้วยปัญญาจักษุ) ฯ"
และในอรรถกถาแห่งวักกลิสูตรว่า "ผู้ใดเห็นธรรม (ธรรมกาย) ผู้นั้นชื่อว่า เห็นเราตถาคต เพราะธรรมกายแล คือ พระตถาคต" ดังนี้เป็นต้น ฉะนั้น พระอรรถกถาจารย์จึงกล่าวว่า "ท่านเรียกว่า ธรรมวินัย เพราะพระธรรมเป็นเครื่องนำเข้าไปหาธรรมของพระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้เป็นองค์ธรรม ผู้เป็นธรรมกาย ผู้เป็นเจ้าของแห่งธรรม ดังพรรณนามาฉะนี้ ฯ

http://www.dhammakaya.net/สมาธิ/พระธรรมกาย/พระธรรมนำสู่ธรรมกาย

11.พระธรรม แว่นส่องธรรมกาย

พระธรรม แว่นส่องธรรมกาย

ขยายความหลักฐานธรรมกาย โดย พระมหาสมเกียรติ วรยโส (ป.ธ.๙)
คำว่า "ธรรมกาย" ในคัมภีร์ฎีกาพระวินัย ชื่อ สารัตถทีปนี ภาค ๑ ข้อ ๗๗ - ๗๘ หน้า ๑๙๑ - ๑๙๒ ว่า
อโสโก กิร มหาราชา อุปริวกฺขมานานุกฺกเมน สีหปญฺชเรน โอโลเกนฺโต นิโคฺรธสามเณรํ อิริยาปถสมฺปนฺนํ นาครชนนยนานิ อากฑฺฒนฺนํ ยุคมตฺตํ เปกฺขมานํ ทิสฺวา ปสีทิตฺวา สญฺชาตเปโม สมฺพหุมาโน อามนฺตาเปตฺวา เสตจฺฉตฺตสฺส เหฏฺฐา สีหาสเน นิสีทาเปตฺวา โภเชตฺวา สามเณรสฺส วจนาทาเส ทิสฺสมานํ ทสพลธมฺมกายํ ทิสฺวา รตนตฺตเย ปสีทิตฺวา สปริโส สรณสีเลสุ ปติฏฺฐาย ตโต ปฏฺฐาย อภิวฑฺฒมานสทฺโธ ปุพฺเพ โภชิยมานานิ ติตฺถิยสฏฺฐิสหสฺสานิ นีหริตฺวา ภิกฺขูนํ สฏฺฐิสหสฺสานํ สุวกาหฏสาลิสมฺปาทิตํ ภตฺตํ ปฏฐเปตฺวา เทวโตปนีตํ อโนตตฺตสลิลํ นาคลตาทนฺตกฏฺฐญฺจ อุปนาเมตฺวา นิจฺจํ สงฺฆุปฏฺฐานํ กโรนฺโต เอกทิวสํ สุวณฺณสงฺขลิกพนฺธนํ วิสชฺเชตฺวา กาฬํนาคราชานํ อานยิตฺวา เตน นิมฺมิตํ วุตฺตปฺปการํ สิริโสภคฺคสมฺปนฺนํ พุทฺธรูปํ ปสฺสนฺโต ทีฆปุถุลนิจฺจลนยนปฺปภาหิ สตฺตาหํ อกฺขิปูชมกาสิ ฯ
แปลว่า : ดังได้สดับมา พระเจ้าอโศกมหาราช เมื่อทรงทอดพระเนตร ทางสีหบัญชร (หน้าต่าง) โดยลำดับแห่งคำที่กล่าวไว้ข้างต้น ทรงเห็นนิโครธสามเณรผู้สมบูรณ์ด้วยอิริยาบถ ผู้ฉุดดึงนัยนาของชาวพระนครทั้งหลาย ผู้แลดูที่ประมาณชั่วแอก แล้วทรงเลื่อมใส เกิดความรัก มีความนับถือท่วมท้น รับสั่งให้ราชบุรุษไปนิมนต์มาแล้ว นิมนต์ให้นั่งบนสีหอาสน์ภายใต้เศวตฉัตร นิมนต์ให้ท่านฉันแล้ว ทรงเห็น พระธรรมกาย ของพระทศพลปรากฏอยู่ในแว่น คือ คำพูดของสามเณร ทรงเลื่อมใสในพระรัตนตรัย จึงทรงดำรงอยู่ในสรณะและศีล พร้อมทั้งบริษัท ตั้งแต่นั้นมาก็ทรงมีพระศรัทธาเพิ่มมากขึ้น จึงทรงไล่พวกเดียรถีย์ ๖๐,๐๐๐ คน ที่ทรงให้บริโภคในครั้งก่อนเสีย แล้วทรงเริ่มจัดตั้งภัตร ที่ให้จัดเตรียมด้วยข้าวสาลี ที่นกแขกเต้านำมาถวาย ให้น้อมนำน้ำจากสระอโนดาตที่เทวดานำมา และไม้ชำระฟันชื่อนาคลดาเข้าไปถวาย แล้วทรงทำการบำรุงพระสงฆ์เป็นนิตย์ ทรงปล่อยสุวรรณสังขลิกพันธ์ (โซ่ทอง) ไป ให้นำกาฬนาคราชมาแล้ว ทรงทอดพระเนตรดูพระรูปแห่งพระพุทธเจ้า ซึ่งสมบูรณ์ด้วยความเลิศแห่งความงามคือพระสิริอันมีประการที่กล่าวแล้ว ซึ่งกาฬนาคราชนั้นเนรมิต จึงได้ทรงทำการบูชาด้วยนัยน์ตาตลอด ๗ วัน ด้วยแสงสว่างแห่งนัยน์ตาอันยาว กว้าง และไม่หวั่นไหวฯ
ขยาย ความ : คนผู้ได้สั่งสมบุญบารมีมาดี อาศัยบุญบารมีชำระปัญญาของตนให้ผ่องใส ฟังธรรมแม้น้อยย่อมรู้แจ้งธรรมได้ฉับพลัน ดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ในคาถาธรรมบทว่า
"ถ้าวิญญูชนคนมีปัญญา เข้าไปนั่งใกล้บัณฑิตแม้เพียงครู่เดียว ย่อมรู้ธรรมได้ฉับพลัน เหมือนลิ้นรู้รสแกงฉะนั้น"
เหมือนดังพระสารีบุตรเถระ ในอดีตเป็นปริพาชกชื่ออุปติสสะ ได้พบพระอัสสชิเถระ จึงเกิดความเลื่อมใสขอให้แสดงธรรม พระอัสสชิเถระจึงแสดงธรรมโดยย่อเพียง ๒ บาทคาถาเท่านั้น ก็ดำรงอยู่ในโสดาปัตติผลอันถึงพร้อมด้วยนัยพันหนึ่ง เมื่อคุณวิเศษชั้นสูงยังไม่ดำเนินไปอยู่ จึงกราบเรียนกะพระอัสสชิเถระว่า "ท่านขอรับ ท่านไม่ต้องขยายธรรมเทศนายิ่งขึ้นไปแล้ว เพียงเท่านี้ก็พอ" ทั้งนี้เพราะอุปติสสปริพาชกได้ฟังธรรมซึ่งเป็นประดุจแว่นส่องหนทางดำเนินไป สู่การบรรลุมรรคผลนิพพานด้วยตนเองแล้วได้บรรลุธรรมเบื้องต้นตามที่ได้ฟัง ขอเพียงมีเวลาทำความเพียรเพิ่มเติมก็สามารถบรรลุธรรมชั้นสูงได้ด้วยตนเอง
พระเจ้าอโศกมหาราชก็เช่นกันเป็นผู้สั่งสมบุญบารมีไว้ในพระพุทธศาสนาเป็นอัน มาก ได้ฟังธรรมจากนิโครธสามเณรโดยย่อเพียง ๒ บาทหรือกึ่งคาถา ว่า
"อปฺปมาโท อมตํ ปทํ ปมาโท มจฺจุโน ปทํ ฯ"
"ความไม่ประมาท เป็นหนทางดำเนินไปสู่อมตะ คือ นิพพาน ความประมาทเป็นทางแห่งความตาย" ก็ทรงรับสั่งว่า "พ่อเณร! จงยังธรรมเทศนาที่ข้าพเจ้าได้รู้แล้วให้จบไว้ก่อนเถิดฯ" ทั้งนี้เพราะพระเจ้าอโศกมหาราชเป็นผู้มีปัญญา จึงได้รู้ความของพระธรรมเทศนาโดยย่อนั้นว่า ตั้งแต่นี้ไปควรจะประพฤติเป็นผู้ไม่ประมาทคือจะดำเนินจิตไปโดยไม่ปราศจากสติ ทุกเมื่อ ที่เรียกว่ามหาสติปัฏฐานอันเป็นหนทางดำเนินไปสู่พระนิพพานอันเป็นภูมิสถาน ที่สถิตสถาพร ของพระธรรมกายของพระสัมพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้าและพระอรหันต์ทั้งหลาย อันเป็นอัตตาตัวตนที่เที่ยงแท้ไม่แปรเปลี่ยน จึงเป็นสุขอย่างยิ่ง ดังที่ท่านกล่าวไว้ในสังยุตตนิกาย สฬายตนวรรคว่า "พระนิพพานเป็นคติ (ทางไปหรือภูมิเป็นที่ไปอยู่) ของพระอรหันต์ทั้งหลาย" เพราะพระนิพพานเป็นอายตนะที่มีสภาพเที่ยงแท้ไม่แปรเปลี่ยน และเป็นสุขอย่างยิ่ง เหตุที่ปราศจากสภาพที่ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ และปราศจากอนัตตา ที่ชาวโลกยึดถือด้วยอำนาจตัณหาทิฏฐิว่า เป็นอัตตา อันไม่ใช่อัตตาตัวตนที่แท้จริง และถ้าปราศจากสติแล้วชื่อว่าเป็นผู้ประมาทแล้ว ย่อมไม่พ้นจากความเกิด ความแก่และความตายในที่สุด" ดังนี้แล้ว จึงดำเนินจิตมุ่งไปตามความแห่งพระคาถาที่เป็นประดุจแว่นส่องทางดำเนินไปสู่ ธรรมกาย ที่เปล่งออกมาจากถ้อยคำของนิโครธสามเณร ตามนัยที่ตนเข้าใจ จึงทรงเลื่อมใส และตั้งอยู่ในพระรัตนตรัย คือพุทธรัตนะ ธรรมรัตนะ และสังฆรัตนะ อันไม่หวั่นไหวฯ"
เพราะเหตุนั้น พระฎีกาจารย์จึงกล่าวว่า "ทรงเห็น พระธรรมกาย ของพระทศพล อันปรากฏอยู่ในแว่น คือ ถ้อยคำของสามเณร แล้วทรงเลื่อมใสในพระรัตนตรัย ทรงตั้งอยู่ในสรณะและศีลพร้อมด้วยบริษัท" ดังพรรณนามาฉะนี้
http://www.dhammakaya.net/สมาธิ/พระธรรมกาย/พระธรรมแว่นส่องธรรมกาย

10.ธรรมวิจยสัมโพชฌงค์ในธรรมกาย

ธรรมวิจยสัมโพชฌงค์ในธรรมกาย

ขยายความหลักฐานธรรมกาย โดย พระมหาสมเกียรติ วรยโส (ป.ธ.๙)
คำว่า "ธรรมกาย" ในอรรถกถา จักรวรรดิสูตร สังยุตตนิกาย ชื่อ สารัตถปกาสินี ฉบับมหาจุฬา ฯ ข้อ ๒๒๔ หน้า ๒๒๓ ว่า
จกฺกวตฺติโน จ รตเนสุ มหากายูปปนฺนํ อจฺจุคฺคตํ วิปุลํ มหนฺตํ หตฺถิรตนํ, อิทมฺปิ ธมฺมวิจยสมฺโพชฺฌงฺครตนํ มหนฺตํ ธมฺมกายูปปนฺนํ อจฺจุคฺคตํ วิปุลํ มหนฺตนฺติ หตฺถิรตนสทิสํ โหติ.
คำแปล : บรรดารัตนะทั้งหลาย ช้างแก้วของพระเจ้าจักรพรรดิเกิดร่างใหญ่ สูง ไพบูลย์ใหญ่ธัมมวิจยสัมโพชฌังครัตนะ เข้าถึงธรรมกายเป็นอันมาก สูงส่งแผ่ไปอย่างกว้างขวาง ดังนั้น จึงเปรียบด้วยช้างแก้ว.
ขยายความ : คำว่า เข้าถึง ธรรมกาย เป็นอันมาก หมายความว่า ธรรมอันเป็นส่วนหนึ่งแห่งการตรัสรู้ก็คือญาณเป็นเครื่องสอดส่อง วิจัย ใคร่ครวญ พิจารณาธรรม (ทั้งกุศลธรรมและอกุศล) มีใน ธรรมกาย เป็นอันมาก คือมีปรากฏใน ธรรมกาย ทุกประเภท เพราะ ธรรมกาย คือ ตถาคต เป็นที่ปรากฏของรัตนะ คือโพชฌงค์ ๗ ประการ ดังที่ตรัสไว้ใน จักกวัตติสูตร ในสังยุตตนิกาย มหาวรรค (๑๙/๕๐๖/๑๒๖) ว่า
"ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เพราะพระตถาคต (ธรรมกาย) อรหันตสัมพุทธเจ้าปรากฏ รัตนะ คือ โพชฌงค์ ๗ จึงปรากฏ" ดังนี้
ธัมมวิจยสัมโพชฌงค์ โดยความ ได้แก่ตัวปัญญาที่มีความเจริญ คือ รู้อยู่ในรูปนาม และความเกิดดับของรูปนามโดยกิจคือการภาวนา แล้วทำลายโมหะ และปรากฏขึ้นโดยความเป็นสัมโพธิญาณ คือ มรรคทั้ง ๔ โดยองค์ธรรม ได้แก่ ปัญญาเจตสิก ในมหากุศลและมหากริยาญาณสัมปยุตตจิต และอัปปนาชวนจิต ๒๖ ในแต่ละกาย
ดังนั้น ธรรมกาย กับปัญญา คือ ธัมมวิจยสัมโพชฌงค์ จึงเป็นเอกภาพ คือแบ่งแยกกันมิได้ บุคคลจะบรรลุถึงได้ก็ด้วยการบำเพ็ญเพียรทำสมาธิจนจิตละเอียด จนเข้าถึงธรรมกายเป็นลำดับ อาศัยธรรมกายซึ่งมีธัมมวิจยสัมโพชฌงค์ ถึงความผ่องใสแห่งปัญญา เพราะทิ้งอวิชชาอันเป็นกากเสียได้ จึงถึงการตรัสรู้ธรรมโดยชอบ. เพราะเหตุนั้น พระอรรถกถาจารย์จึงกล่าวว่า "ธัมมวิจยสัมโพชฌงค์รัตนะ เข้าถึงธรรมกายเป็นอันมาก" ดังนี้เป็นต้น
พระเดชพระคุณพระมงคลเทพมุนีกล่าวไว้ว่า "มีสติใจหยุดนิ่งอยู่ก็สอดส่องอยู่ ความดีความชั่วจะเล็ดลอดเข้ามาท่าไหน ความดีจะลอดเข้ามาหรือความชั่วจะลอดเข้ามา ความดีลอดเข้ามาก็ทำใจให้หยุด ความชั่วลอดเข้ามาก็ทำใจให้หยุด ดีชั่วไม่ผ่องแผ้วไม่เอาใจใส่ ไม่กังวลไม่ห่วงใยใจหยุดระวังไว้ ไม่ให้เผลอก็แล้วกัน นั่นเป็นตัวสติวินัย ที่สอดส่องอยู่นั่นเป็นธรรมวิจยสัมโพชฌงค์

http://www.dhammakaya.net/สมาธิ/พระธรรมกาย/ธรรมวิจยสัมโพชฌงค์

9.ผู้ตั้งอยู่ในธรรม คือ ธรรมกาย

ผู้ตั้งอยู่ในธรรม คือ ธรรมกาย

ขยายความหลักฐานธรรมกาย โดย พระมหาสมเกียรติ วรยโส (ป.ธ.๙)
คำว่า "ธรรมกาย" ในคัมภีร์ฎีกาแห่งมัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ ชื่อ ลีนัตถปกาสินี หน้า ๕๐ ว่า
ธมฺเม ฐิตสฺสาติ ธมฺมกาเย สุปฺปติฏฺฐิตสฺส ฯ
แปลว่า : คำว่า ธมฺเม ฐิตสฺส หมายถึง ผู้ตั้งอยู่ด้วยดีในธรรมกาย ฯ
ขยายความ : ข้อในคัมภีร์ฎีกาตอนนี้เป็นคำอธิบายความใน คัมภีร์อรรถกถาและคัมภีร์พระไตรปิฎกคือ อุปาลิวาทสูตรในมัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ กล่าวถึง อุบาลีคหบดีผู้เคยเป็นสาวกผู้ใหญ่ของนิครนถ์นาฏบุตร ซึ่งนิครนถ์นาฏบุตรผูกปัญญาให้ไปทูลโต้วาทะกับพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จนได้บรรลุโสดาปัตติผล ภายหลังไม่ต้อนรับพวกนิครนถ์ ถูกนิครนถ์นาฎบุตรถามว่า จะให้ใครทราบว่าอุบาลีคหบดีจะเป็นสาวกของใคร จึงได้พรรณนาคุณของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นอันมาก จนนิครนถ์นาฏบุตรทนไม่ได้ ถึงกับกระอักโลหิตในที่นั้นนั่นเอง ซึ่งข้อความที่เป็นคุณบทคือคำว่า ธมฺมฏฺฐสฺส ก็ปรากฏเป็นบทสรรเสริญพระคุณของพระผู้มีพระภาคอยู่ในพระสูตรนี้ด้วย ว่า
ธมฺมฏฺฐสฺสาติ ธมฺเม ฐิตสฺส
แปลว่า : คำว่า ธมฺมฏฺฐสฺส แปลว่า ผู้ตั้งอยู่ในธรรม (ม.อุ.ปปญฺจสูทนี หน้า๗๓)
...นิสภสฺส อปฺปเมยฺยสฺส คมฺภีรสฺส โมนปฺปตฺตสฺส เขมงฺกรสฺส เวทสฺส ธมฺมฏฺฐสฺส สุสํวุตตฺตสฺส สงฺคาติคสฺส มุตฺตสฺส ภควโต ตสฺส สาวโกหมสฺมิ.... (ม.ม.อุปาลิวาทสูตร ๑๓/๘๒/๗๗)
แปลว่า : ….ข้าพเจ้าเป็นสาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้าผู้องอาจ ไม่มีใครประมาณได้ มีพระคุณลึกซึ้ง บรรลุถึงญาณ ทรงทำความเกษม ทรงมีพระญาณ ทรงตั้งอยู่ในธรรม (ในธรรมกาย) ทรงสำรวมพระองค์ดี ทรงล่วงกิเลสเป็นเครื่องข้อง ผู้พ้นแล้ว ฯลฯ
        ดังนั้น เมื่อพบคำว่า ตั้งอยู่ในธรรม (ธมฺมฏฺฐ ,ธมฺเม ฐิต เป็นต้น) ซึ่งเป็นคำกล่าวแสดงคุณบทกล่าวสรรเสริญคุณของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้า หรือของพระอริยสาวกทั้งหลาย ซึ่งมีกล่าวไว้มากมายในคัมภีร์พระพุทธศาสนา บัณฑิตทั้งหลายพึงทราบไว้เถิดว่า ท่านกล่าวหมายถึง การตั้งอยู่ การดำรงอยู่หรือสถิตย์อยู่ในธรรมกาย อันเป็นกายให้ได้ตรัสรู้ มรรค ๔ ผล ๔ และนิพพาน ซึ่งบัณฑิตทั้งหลายผู้มีปรีชาญาณสมัยนั้นก็พึงรู้ได้ด้วยคำย่อ ๆ ว่า "ตั้งอยู่ในธรรม" (ธมฺมฏฺฐ เป็นต้น) แต่ก็เป็นการยาก เมื่อถึงชาวเราทั้งหลายผู้มีปรีชาญาณน้อยสมัยนี้ จะเข้าใจได้ พระโบราณาจารย์ผู้มีปรีชาญาณทั้งหลายจึงต้องขยายความออกไปอีกหน่อยว่าหมาย ถึง ตั้งอยู่ด้วยดีใน ธรรมกาย เพราะเหตุนั้นพระฏีกาจารย์ท่านจึงกล่าวไว้แต่ต้นว่า
ธมฺเม ฐิตสฺสาติ ธมฺมกาเย สุปฺปติฏฺฐิตสฺส ฯ
แปลว่า : คำว่า ธมฺเม ฐิตสฺส ผู้ตั้งอยู่ในธรรม หมายถึง ผู้ตั้งอยู่ด้วยดีในธรรมกาย ฯ ดังพรรณนามาฉะนี้.

http://www.dhammakaya.net/สมาธิ/พระธรรมกาย/ผู้ตั้งอยู่ในธรรม

8.ผลแห่งบารมี ธรรมกาย ตัวตนที่แท้จริง

 

ผลแห่งบารมี ธรรมกาย ตัวตนที่แท้จริง

ขยายความหลักฐานธรรมกาย โดย พระมหาสมเกียรติ วรยโส (ป.ธ.๙)
คำว่า "ธรรมกาย" ในคัมภีร์อรรถกถา ขุททกนิกาย จริยาปิฎก ชื่อ ปรมัตถทีปนี เล่ม ๕๑ หน้า ๓๘๔ ว่า
กึ ผลนฺติ ? สมาสโต ตาว สมฺมาสมฺพุทฺธภาโว เอตาสํ ผลํ, วิตฺถารโต ปน ทฺวตฺตึสมหาปุริสลกฺขณอสีติอนุพฺยญฺชนพฺยามปฺปภาทิอเนกคุณคณสมุชฺชลรูปกาย สมฺปตฺติอธิฏฺฐานทสพลจตุเวสารชฺชฉอสาธารณญาณอฏฺฐารสาเวณิกพุทฺธธมฺมปฺปภุติ อนนฺตาปริมาณคุณสมุทโยปโสภินี ธมฺมกายสิรี. ฯเปฯ , อิทเมตาสํ ผลํ ฯ
แปลว่า : ถามว่า อะไรเป็นผล (ของบารมี) ? ตอบว่า กล่าวโดยย่อ ความเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นผลของบารมีเหล่านั้น. กล่าวโดยพิสดาร สิริ(ความเป็นใหญ่ ความเจริญหรือความงดงาม)แห่งธรรมกายอันงดงามทั่วไปตั้งขึ้นด้วยคุณหาประมาณ มิได้ ไม่มีสิ้นสุดตั้งแต่สมบัติของรูปกายอันรุ่งเรืองด้วยหมู่คุณไม่น้อยมีอาทิ มหาปุริสลักษณะ ๓๒ อนุพยัญชนะ ๘๐ พระรัศมีวาหนึ่ง เป็นต้น อธิษฐานธรรม ทศพลญาณ เวสารัชชญาณ ๔ อสาธารณญาณ ๖ พุทธธรรม ๑๘ หมวด ฯลฯ นี้เป็นผลของบารมีเหล่านั้น ฯ
คำว่า "ธรรมกาย" ในคัมภีร์อรรถกถา ขุททกนิกาย จริยาปิฎก (ปกิณฺณกกถา) ชื่อปรมัตถทีปนี เล่ม ๕๑ หน้า ๓๒๔ ว่า
อถ วา ปรํ สตฺตํ อตฺตนิ มวติ พนฺธติ คุณวิเสสโยเคน, ปรํ วา อธิกตรํ มชฺชติ สุชฺฌติ สงฺกิเลสมลโต, ปรํ วา เสฏฺฐํ นิพฺพานํ วิเสเสน มยติ คจฺฉติ, ปรํ วา โลกํ ปมาณภูเตน ญาเณวิเสเสน อิธโลกํ วิย มุนาติ ปริจฺฉินฺทติ ฯ ปรํ วา อติวิย สีลาทิคุณคณํ อตฺตโน สนฺตาเน มิโนติ ปกฺขิปติ, ปรํ วา อตฺตภูตโต ธมฺมกายโต อญฺญํ ปฏิปกฺขํ วา ตทนตฺถกรํ กิเลสโจรคณํ มินาติ หึสตีติ ปรโม, มหาสตฺโต ฯ
แปลว่า : อีกอย่างหนึ่ง บารมี ย่อมผูกสัตว์อื่นไว้ในตน ด้วยการประกอบคุณวิเศษ หรือบารมี ย่อมขัดเกลาสัตว์อื่นให้หมดจดจากมลทิน คือ กิเลส หรือบารมี ย่อมถึงนิพพานอันประเสริฐที่สุดด้วยคุณวิเศษ หรือบารมีย่อมกำหนดรู้โลกอื่น ดุจรู้โลกนี้ ด้วยคุณวิเศษ คือ ญาณอันเป็นการกำหนดแล้ว หรือบารมี ย่อมตักตวงคุณมีศีลเป็นต้นอื่น ไว้ในสันดานของตนเป็นอย่างยิ่ง หรือบารมี ย่อมทำลายเบียดเบียนปฏิปักษ์อื่นจาก ธรรมกาย อันเป็นอัตตา หรือทำลายเบียดเบียนหมู่โจรคือกิเลส อันทำความพินาศแก่ ธรรมกาย อันเป็นอัตตานั้น เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่า ปรมะ สัตว์ใดประกอบด้วยปรมะ ดังกล่าวนี้ สัตว์นั้น ชื่อว่า มหาสัตว์ ฯ
ขยายความ : พระอรรถกถาจารย์กล่าวถึงผลแห่งบารมีธรรม โดยย่อ คือ ทำพระโพธิสัตว์ผู้ทรงบำเพ็ญบารมีธรรมเต็มเปี่ยมแล้ว ให้ถึงความเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ส่วนโดยพิสดาร คือ ความพอกพูนเจริญขึ้นของพุทธภาวะภายใน คือ ธรรมกาย อันเป็นตัวตนที่แท้จริง ซึ่งเกิดมีขึ้นในที่สุดแห่งอรหัตมรรคญาณ อันเป็นตัวกำจัดข้าศึก คือกิเลสทั้งหลาย อันเป็นเหตุให้ยึดถือ สิ่งมิใช่ตัวตน ว่าเป็นตัวตนมานาน พร้อมวาสนาที่ไม่ดีเสียได้ และพระคุณสมบัติของพระธรรมกายสัมพุทธเจ้าอันประดับด้วยคุณวิเศษหาประมาณมิ ได้ มีอธิษฐานธรรม และทศพลญาณเป็นต้น
หากจะมีคำถามว่า สิ่งที่มิใช่อัตตา (อนัตตา) คืออะไร ? และสิ่งที่เป็นอัตตาที่แท้จริงมีหรือไม่ ? ผู้เขียนจะได้กล่าวเฉลยต่อไป

สมมุติอัตตา (อนัตตา)

จากคำถามที่ว่า สิ่งที่มิใช่อัตตาคืออะไรนี้ ผู้เขียนมิต้องกล่าวเฉลยอีก เพราะพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเฉลยไว้แล้วใน สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค ว่า
เรื่องเกิดขึ้นในพระนครสาวัตถี ท่านพระราธะได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า "ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ที่เรียกว่า อนัตตา อนัตตา อนัตตา ดังนี้ อะไรหนอเป็นอนัตตา" พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า "ดูก่อนราธะ รูปเป็นอนัตตา เวทนาเป็นอนัตตา สัญญาเป็นอนัตตา สังขารเป็นอนัตตา วิญญาณเป็นอนัตตา ดูก่อนราธะ อริยสาวกผู้ได้สดับแล้ว เห็นอยู่อย่างนี้ ฯลฯ กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มี"
คำเฉลยของพระผู้มีพระภาคเจ้าเกี่ยวกับ สิ่งที่มิใช่ตัวตนที่ปุถุชนยึดถือว่า เป็นตัวตนนี้ เป็นคำเฉลยโดยรวบยอด (ย่อ) แต่เมื่อว่าโดยพิสดารย่อมมีชื่อมากมาย แต่ก็ไม่พ้นไปจากขันธ์ ๕ นี้เลย ดังที่ท่านกล่าวไว้ใน อรรถกถา ชื่อ สัมโมหวิโนทนี ว่า "วัตถุเครื่องยึดถือว่าตนและของเนื่องด้วยตนนี้มีขันธ์ ๕ เป็นอย่างยิ่ง และเพราะความที่ธรรมอื่นๆ ก็ไม่นอกจากขันธ์ ๕ นั้น" ข้อนี้สมกับพระดำรัสที่ตรัสไว้ว่า "ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เมื่อรูปมีอยู่ ทิฏฐิ (ความเห็นผิด) อาศัยรูป ยึดมั่นรูปย่อมเกิดขึ้นอย่างนี้ว่า เอตํ มม, เอโสหมสฺมิ, เอโส อตฺตา, นี้ของเรา เราเป็นนี้ นี้อัตตาของเรา เป็นต้น"
เมื่อกล่าวโดยพระสูตรก็ได้แก่ จิตหรืออัตตภาพ (กาย) ในภพสามทั้งมวล ที่ปุถุชนยึดถือด้วยอำนาจตัณหาทิฏฐิและมานะแล้วแสดงออกถึงความเป็นอัตตาสม มุตที่เรียกว่า "เรา" และสิ่งที่เนื่องด้วยอัตตา (อตฺตนีย) ว่า "ของเรา" อันเกิดแต่กุศลธรรมคือบุญและอกุศลธรรมคือบาปปรุงแต่ง ถ้าเป็นฝ่ายอกุศลธรรม ย่อมปรุงแต่งให้ได้อัตตภาพคือกายอันเลว หยาบ เพื่อให้ได้เสวยผลของวิบากอันเผ็ดร้อน ได้แก่ กายของสัตว์ผู้เกิดในทุคติภูมิ คือ สัตว์ดิรัจฉาน เปรต อสุรกาย และสัตว์นรก ถ้าเป็นฝ่ายกุศลธรรมคือบุญ ย่อมปรุงแต่งให้ได้อัตตภาพคือกายอันประณีต ละเอียด เพื่อให้ได้เสวยผลของวิบากอันเป็นสุข ได้แก่ กายของสัตว์ผู้เกิดในสุคติภูมิ ได้แก่ มนุษย์ เทพ พรหม อรูปพรหม
ก็แต่ว่ากายเหล่านี้อันประกอบด้วยขันธ์ ๕ แม้ประณีตแสนประณีตแต่ก็ยังเป็นโลกิยกุศลธรรม ยังตกอยู่ในกฎไตรลักษณ์ คือ ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา จึงไม่ควรยึดมั่นว่า "เป็นตัวตนที่แท้จริง"ดังที่ตรัสไว้ในอนัตตลักขณสูตรว่า "สิ่งใดไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวน(เป็นอนัตตา)เป็นธรรมดา ควรหรือจะตามเห็นสิ่งนั้นว่า นั่นของเรา เราเป็นนั่น นั่นเป็นอัตตาของเรา" ฉะนั้นสภาวะที่ประกอบด้วยขันธ์ ๕ ทั้งสิ้นที่ปุถุชนยึดถือว่า เป็นอัตตา แต่เมื่อว่าโดยนามบัญญัติอันแสดงโทษของขันธ์พระผู้มีพระภาคตรัสว่า เป็นอนัตตา (เป็นสิ่งมิใช่อัตตาแท้จริง)
ดังนั้น อัตตาโดยสมมุติจึงเป็นอนัตตาตามความหมายของพระพุทธองค์ ซึ่งพระองค์ให้ละความยินดีด้วยอำนาจความพอใจในสิ่งที่เป็นอนัตตา อันไม่มีสาระแก่นสารเสีย ดังที่ตรัสไว้ในตติย ฉันทราคสูตร เป็นต้นว่า "ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สิ่งใดเป็นอนัตตา เธอทั้งหลายพึงละความกำหนัดพอใจในสิ่งนั้นเสีย" แล้วให้แล่นไปในสิ่งที่ตรงกันข้ามกับสิ่งที่เป็นอนัตตา คือ พระนิพพานอันเป็นที่ดับสิ่งที่เป็นอนัตตา มีขันธ์ ๕ และปฏิจจสมุปบาทธรรม เป็นต้น ดังที่ท่านกล่าวไว้ในขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรคว่า
ชื่อว่าชวนปัญญา เพราะความหมาย ปัญญาเทียบเคียง พินิจ พิจารณา ทำให้แจ่มแจ้งว่า รูป เวทนา ฯลฯ จักษุ ฯลฯ อวิชชา ฯลฯ ชรามรณะ ทั้งที่เป็นอดีต อนาคต และปัจจุบัน ไม่เที่ยง ฯลฯ เป็นอนัตตา เพราะหมายความว่า ไม่มีแก่นสาร แล้วแล่นไปในพระนิพพานเป็นที่ดับ(สิ่งที่เป็นอนัตตาคือ)รูป ฯลฯ ชรามรณะได้ไว ."
และทรงให้ยินดีในพระนิพพานอันเป็นสาระเพราะปราศจากสิ่งที่เป็นอนัตตาอันไม่ มีสาระเสีย ดังที่ตรัสไว้ในนิพพานธาตุสูตร (ขุ.อิติ. ๒๕/๒๒๒/๒๓๒) ว่า "ชนเหล่าใดรู้บทอันปัจจัยไม่ปรุงแต่งแล้วนี้ มีจิตหลุดพ้นแล้ว เพราะสิ้นตัณหาเครื่องนำไปสู่ภพ ชนเหล่านั้นยินดีแล้วในนิพพาน เป็นที่สิ้นกิเลส เพราะบรรลุธรรมอันเป็นสาระ..."

วิสุทธิอัตตา

จากคำถามที่ว่า สิ่งที่เป็นอัตตาที่แท้จริงมีหรือไม่?
ในอรรถกถา ปฐมนิพพานสูตร ว่า "เพราะสังขตธรรมมีอยู่ แม้อสังขตธาตุก็มี เพราะมีความเป็นคู่ปรับต่อสภาวธรรม ฯลฯ เมื่อทุกข์มี ชื่อว่าสุขก็มีฉันใด เมื่อภพ (สภาวะที่เป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา) มี วิภพ สภาวะที่ปราศจากภพก็จำต้องปรารถนาฉันนั้น" ดังนี้เป็นต้น ดังนั้น เมื่อสิ่งที่มิใช่อัตตาที่แท้จริง (อนัตตา) มี สภาวะที่ตรงกันข้ามกับอนัตตา ก็ย่อมต้องมีเหมือนกัน สภาวะนั้น ควรมีนามบัญญัติว่าอะไรบ้าง ? ขอเฉลยว่า สภาวะนั้นมีนามบัญญัติหลายอย่างที่แสดงถึงพุทธภาวะภายใน คือ ธรรมกาย อันเป็นอัตตา เพราะมีสภาพเที่ยงเป็นต้น ดังในอรรถกถาอุทเทสวิภังว่า "ผิว่า สังขารไรๆ เป็นของเที่ยง หรือยั่งยืนไซร้ ก็จักเป็นของควรยึดถือว่า เป็นตน หรือเนื่องด้วยตนได้" ซึ่งได้แก่ ความเป็นพระสัมพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้าและพระอรหันต์ทั้งหลายผู้มีความบริสุทธิ์หมดจดจาก สังขตธรรมทั้งปวง จากความยึดถือด้วยอำนาจตัณหาเป็นต้นทั้งปวง ที่ท่านเรียกว่า วิสุทธิเทพบ้าง ปรมวิสิทธิเทพบ้าง ดังในอรรถกถามูลปริยายสูตรกล่าวว่า "พระอรหันตขีณาสพทั้งหลาย ชื่อว่า วิสุทธิเทพ" ส่วนพระสัมพุทธเจ้าท่านเรียกว่า ปรมวิสุทธิเทพ ดังในอรรถกถาเหมวสูตรว่า "จริงอยู่ในราตรีนั้น ชมพูทวีปทั้งสิ้นประดับประดาแล้วด้วยแสงสว่างแห่งร่างกาย ฯลฯ...และตกแต่เป็นพิเศษด้วยแสงสว่างแห่งพระวรกายของพระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้เป็น ปรมวิสุทธิเทพ (เทพที่มีความบริสุทธิ์อย่างยิ่ง)"
คำเหล่านี้เป็นนามบัญญัติที่ใช้แทนหรือใช้เรียกท่านผู้บรรุผลแห่งบารมี มีพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นต้น ผู้ทรงพุทธภาวะภายใน คือ ธรรมกาย อันเป็นตัวตนที่แท้จริง เพราะบารมีกำจัดข้าศึกคือกิเลสทั้งหลายจาก ธรรมกาย อันเป็นอัตตาเสียได้ เพราะเหตุนั้นพระอรรถกถาจารย์จึงกล่าวไว้ดังข้างต้นว่า "บารมี ย่อมทำลายคือเบียดเบียนข้าศึกอื่นจาก ธรรมกาย อันเป็นอัตตา หรือทำลายคือเบียดเบียนหมู่โจรคือกิเลส อันทำความพินาศแก่ ธรรมกาย อันเป็นอัตตานั้น"
ฉะนั้น ท่านเหล่านั้น แม้กล่าวว่า เรา ของเรา อันแสดงถึงอัตตาภายใน คือ ธรรมกาย อันบริสุทธิ์ แต่ก็หากล่าวด้วยอำนาจความยึดถือเยี่ยงปุถุชนผู้ยังมีกิเลสไม่ ดังที่ท่านกล่าวไว้ใน อรรถกถา พราหมณสูตร จตุกกนิบาต ขุททกนิกาย อิติวุตตกะ ว่า
"บทว่า อหํ (เรา) เป็นบทแสดงถึงอัตตา (ตัวตน). อธิบายว่า อัตตา กล่าวคือสันดานอันเป็นของตนที่เที่ยงแท้ ไม่ใช่บุคคลอื่น เรียกว่า อหํ (เรา). ก็พระศาสดาทรงปฏิญญาอยู่ว่า เรา(อัตตา)มี คือเมื่อทรงปฏิญญาความเป็นพราหมณ์ (ที่แท้จริงคือผู้ลอยบาปได้แล้ว) โดยปรมัตถ์ ที่กำลังตรัสถึงว่า อหํ (เราตถาคต) ว่ามีอยู่ในพระองค์ จึงได้ตรัสว่า เราตถาคตมี และบทว่า เราตถาคตมี พระผู้มีพระภาคเจ้าก็มิได้ตรัสเหมือนอย่างที่ปุถุชนทั้งหลาย ผู้ยังละอนุสัย คือ ทิฏฐิและมานะไม่ได้แล้ว พูดเบ่งด้วยอำนาจการยึดมั่นด้วยทิฏฐิมานะและความดูหมิ่นว่า เรามี เราเป็นพรหม เป็นมหาพรหมและว่าเราประเสริฐกว่า"
อนึ่ง เหล่าสัตว์ผู้ทรงกายอันสังขตธรรม (คือ บุญหรือบาป) ปรุงแต่งซึ่งมีลักษณะไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา ย่อมเวียนเกิดในภพคือที่อยู่อันไม่เที่ยง เป็นทุกข์และเป็นอนัตตาฉันใด
พระสัมพุทธเจ้า เป็นต้น ผู้เป็น ธรรมกาย เพราะบรรลุผลแห่งบารมีธรรมอันเป็น อสังขตธาตุซึ่งมีลักษณะเที่ยง เป็นสุข และเป็นอัตตา อันตรงกันข้ามกับสังขตธรรม ย่อมไปสู่วิภพคืออายตนะนิพพานดังที่ท่านกล่าวไว้ในสังยุตตกนิกาย สฬายตนวรรคว่า "พระนิพพานเป็นคติ (ทางไป) ของพระอรหันต์ทั้งหลาย" เพราะอายตนะ (นิพพาน) มีสภาพเที่ยง เป็นสุขเป็นต้น ดังที่ท่านกล่าวไว้ปกรณ์วิเสสชื่อวิสุทธิมรรคว่า "แม้อนุปัสสนามีอนิจจานุปัสนาเป็นต้นนี่ ก็เรียกได้ว่า เป็นปริจจาคปฏินิสสัคคะ และเป็นปักขันทนปฏินิสสัคคะ เพราะสละกิเลสทั้งหลายเสียพร้อมทั้งขันธ์และอภิสังขาร (คือ กรรม) ด้วยตทังคปหาน และเพราะด้วยการเห็นโทษในสังขตธรรม จึงแล่นไปเสียในพระนิพพานอันตรงกันข้ามกับสังขตธรรมนั้น"
ในฎีกาปรมัตถมัญชุสาขยายความว่า คำว่า ด้วยการเห็นโทษในสังขตธรรม ได้แก่ ด้วยการเห็นโทษ มีความเป็นของไม่เที่ยงเป็นทุกข์เป็นต้นในสังขตธรรมทั้งหลาย (คำว่าเป็นต้นรวมเป็นอนัตตาด้วย)
คำว่า (พระนิพพาน) อันตรงกันข้ามกับสังขตธรรม นั้น คือ พระนิพพานมีสภาพเที่ยง เป็นสุขเป็นต้น (นิจฺจสุขาทิสภาเว) "(คำว่าอาทิ (เป็นต้น) หมายความรวมเอาเป็นอัตตาด้วยเพราะตรงข้ามกับอนัตตา)" เพราะฉะนั้น จึงได้ความหมายว่า ด้วยการเห็นโทษมีความเป็นของไม่เที่ยงเป็นทุกข์และเป็นอนัตตาเป็นต้น ในสังขตธรรมทั้งหลาย จึงแล่นไปเสียในพระนิพพานอันมีสภาพเที่ยง เป็นสุขและเป็นอัตตาเป็นต้น ฉะนี้แลฯ
http://www.dhammakaya.net/สมาธิ/พระธรรมกาย/ผลแห่งบารมีธรรมกาย

7.พระสัมพุทธเจ้าทั้งหลายทรงเสด็จอุบัติโดยธรรมกาย

 

พระสัมพุทธเจ้าทั้งหลายทรงเสด็จอุบัติโดยธรรมกาย

ขยายความหลักฐานธรรมกาย โดย พระมหาสมเกียรติ วรยโส (ป.ธ.๙)
ในขุททกนิกาย เถรคาถา (๒๖/๓๖๕/๓๔๐) ท่านพระสรภังคเถระ กล่าวว่า วีตตณฺหา อนาทานา สตฺต พุทฺธา ขโยคธา เยหายํ เทสิโต ธมฺโม ธมฺมภูเตหิ ตาทิภิ.
แปลว่า : พระพุทธเจ้า ๗ พระองค์นี้ ทรงปราศจากตัณหา ไม่ทรงถือมั่น ทรงหยั่งถึงความสิ้นกิเลส เสด็จอุบัติโดยธรรมกาย ผู้คงที่ (คำแปลภาษาไทยฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๕๒ หน้า ๒๖๙) ใน คัมภีร์อรรถกถา ขุททกนิกาย สรภังคเถรคาถา ชื่อ ปรมัตถทีปนี ภาค ๒ เล่ม ๓๒ ข้อ ๔๙๓ หน้า ๑๕๘ - ๑๕๙ พระอรรถกถาจารย์ท่านกล่าวแก้ไว้ว่า
ธมฺมภูเตหีติ ธมฺมกายตาย ธมฺมสภาเวหิ นวโลกุตฺตรธมฺมโต วา ภูเตหิ ชาเตหิ ธมฺมํ วา ปตฺเตหิ ฯ เป ฯ ยสฺมินฺติ ยสฺมึ นิโรเธ นิพฺพาเน อธิคเต. นิวตฺตเตติ อริยมคฺคภาวนาย สติ อนนฺตกํ อปริยนฺตํ อิมสฺมึ สํสาเร ชาติอาทิทุกฺขํ น ปวตฺตติ อุจฺฉิชฺชติ,โส นิโรโธติ อยํ ธมฺมภูเตหิ สมฺมาสมฺพุทฺเธหิ เทสิโต ธมฺโมติ โยชนา ฯ
บทว่า ธมฺมภูเตหิ ได้แก่ มีธรรมเป็นสภาวะ เพราะเป็นธรรมกาย คือ เกิดจากโลกุตตรธรรม ๙ หรือบรรลุธรรม ฯ ลฯ บทว่า ยสฺมึ ความว่า เมื่อบรรลุนิโรธ คือ พระนิพพานใด. บทว่า นิวตฺตเต มีวาจาประกอบความว่า พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทั้งหลายผู้มีธรรมกาย ทรงแสดงธรรมนี้ว่า เมื่ออริยมรรคภาวนามีอยู่ ทุกข์มีชาติเป็นต้น อันหาที่สุดมิได้ คือไม่มีที่สุด ย่อมไม่เป็นไปในสงสารนี้ คือย่อมขาดสูญ ความที่ทุกข์ขาดสูญนั้น เป็นนิโรธ ฯ
อธิบายความว่า : ท่านพระสรภังคะเถระได้พยากรณ์การบรรลุพระอรหัตของตน ที่ได้ดำเนินตามหนทางที่พระพุทธเจ้าทุกพระองค์ผู้ทรงบรรลุคือเข้าถึงพระ ธรรมกาย อันเป็นการเสด็จอุบัติคือเข้าถึงความเป็นพระพุทธเจ้าอย่างแท้จริง ด้วยอริยมรรคภาวนาคือการปฏิบัติตามอริยมรรคมีองค์ ๘ มีสัมมาทิฏฐิ เป็นต้น จึงได้กล่าวคาถานี้ไว้ สมจริงดังคำที่พระฎีกาจารย์กล่าวไว้ในคัมภีร์วินัยฎีกา ชื่อ สารัตถทีปนี ภาค ๑ ข้อ ๑๕๔ หน้า ๓๒๖ ว่า
ปฐมํ ลุมฺพินีวเน ทุติยํ โพธิมณฺเฑติ ลุมฺพินีวเน รูปกาเยน ชาโต, โพธิมณฺเฑ ธมฺมกาเยนฯ เอวมาทินาติ อาทิสทฺเทน เวรญฺชากิตฺตนโต รูปกายสฺส อนุคฺคณฺหนํ ทสฺเสติ, นเฬรุปุจิมนฺทมูลกิตฺตนโต ธมฺมกายสฺสฯ
แปลว่า : ข้อว่า ปฐมํ ลุมฺพินีวเน ทุติยํ โพธิมณฺเฑ ความว่า พระพุทธเจ้า ทรงเสด็จอุบัติด้วยรูปกายที่สวนลุมพินี, เสด็จอุบัติด้วย พระธรรมกาย ที่ควงต้นโพธิ์. ด้วยอาทิศัพท์ว่า เอวมาทินา ท่านอาจารย์ย่อมสงเคราะห์คำมีอาทิอย่างนี้ว่า ท่านพระอุบาลีแสดงการอนุเคราะห์พระรูปกายด้วยคำระบุว่า เวรัญชา แสดงการอนุเคราะห์ ธรรมกาย โดยคำระบุว่า นเฬรุปุจิมันทมูละ.
อธิบายความว่า: พระอรรถกถาจารย์กล่าวไว้ในอรรถกถาปฐมสมันตปาสาทิกาว่า "ด้วยคำระบุหลัง (คำว่า นเฬรุปุจิมันทมูเล) แสดงถึงความอยู่สมควรแก่สถานที่เสด็จอุบัติ จริงอยู่ พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จอุบัติในป่าเท่านั้น ด้วยความอุบัติทั้งที่เป็นโลกิยะ (รูปกาย) และโลกุตระ (ธรรมกาย) คือ ครั้งแรกที่ลุมพินีวัน (โดย รูปกาย) ครั้งที่สองที่โพธิมณฑล (โดย ธรรมกาย) " เพราะเหตุนั้นพระฎีกาจารย์จึงได้กล่าวแก้ไว้ดังข้างต้น เป็นความจริงที่ว่า เพียงรูปกายอย่างเดียว แม้ทรงไว้ซึ่งมหาปุริสลักษณะ ๓๒ ประการ เป็นต้น ก็ยังไม่ใช่เป็นเครื่องยืนยันความเป็นพระพุทธเจ้าได้ เพราะเหตุนั้น พระฎีกาจารย์จึงได้กล่าวว่า ทรงเสด็จอุบัติด้วย ธรรมกาย ที่ควงต้นโพธิ์ จึงเป็นอันเปลี่ยนภาวะเจ้าชายสิทธัตถะซึ่งเป็นภาวะปุถุโคตร เป็นพุทธภาวะคืออริยะโคตร สำเร็จความเป็นพระพุทธเจ้าอย่างแท้จริง ดังพระดำรัสที่ตรัสไว้ใน โทณสูตร อังคุตรนิกาย จตุกกนิบาต (๒๑/๓๖/๔๔) ว่า
ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จแวะไปประทับอยู่ที่โคนไม้แห่งหนึ่ง ทรงคู้บัลลังก์ ตั้งพระกายตรง ดำรงพระสติไว้จำเพาะหน้า โทณพราหมณ์เดินตามรอยพระบาทไป พบพระองค์ ดูผุดผ่อง น่าเลื่อมใส อินทรีย์สงบ มีพระทัยอันสงบ ได้รับการฝึกฝนและความสงบอย่างยอดเยี่ยม ฯลฯ เป็นผู้ประเสริฐ ครั้นแล้วจึงเข้าไปใกล้แล้วทูลถามว่า ท่านผู้เจริญเป็นเทวดา หรือ. พ. ตรัสตอบว่า เราไม่ใช่เป็นเทวดา หรอกพราหมณ์. โทณ. เป็นคนธรรพ์หรือ พ. ไม่ใช่. โทณ. เป็นยักษ์กระมัง. พ. ไม่ใช่. โทณ. เป็นมนุษย์ละสิหนอ. พ. ไม่ใช่. โทณ. ข้าพเจ้าถามว่า ท่านเป็นเทวดา...เป็นคนธรรพ์....เป็นยักษ์....เป็นมนุษย์หรือ ท่านก็ตอบว่า ไม่ใช่ๆ ๆ ถ้าเช่นนั้นท่านเป็นใครกันแน่. พ. พราหมณ์ เราจะพึงเป็นเทวดา....เป็นคนธรรพ์....เป็นยักษ์....เป็นมนุษย์ เพราะอาสวะเหล่าใดที่เราละไม่ได้ อาสวะเหล่านั้นเราละได้แล้ว มีมูลอันขาดแล้ว ทำให้เหมือนตาลยอดด้วนแล้ว ทำให้ไม่มีในภายหลังแล้ว มีอันไม่เกิดขึ้นอีกต่อไปเป็นธรรมดา นี่แนะพราหมณ์ ดอกอุบลก็ดี ดอกปทุมก็ดี ดอกบุณฑริกก็ดี เกิดในน้ำ เจริญในน้ำ แต่ขึ้นมาตั้งอยู่พ้นน้ำ น้ำไม่กำซาบเข้าไปได้ ฉันใด เราก็ฉันนั้น เกิดในโลก เติบใหญ่มาในโลก แต่เราอยู่เหนือโลก โลกไม่เข้ามากำซาบ(ใจเรา) ได้ แนะพราหมณ์ ท่านจงจำเราไว้ว่า เป็นพุทธะ.
อธิบายความว่า: พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงปฏิเสธความเป็นเทวดาเป็นต้น ซึ่งเป็นกายโลกียอันถูกกิเลสปรุงแต่งอยู่ อันบุคคลอาจเห็นได้ แล้วทรงประกาศความเป็นพุทธะภายใน คือการเสด็จอุบัติด้วย ธรรมกาย ซึ่งเป็นกายที่ใช้ตรัสรู้ธรรม ละอาสวะเหล่านั้นได้ ด้วยการบรรลุพระสัพพัญญุตญาณ ณ โพธิบัลลังก์ ที่โคนต้นโพธิ์ จึงได้ตรัสกับโทณพราหมณ์ ซึ่งขณะนั้นยังเป็นปุถุชน ไม่รู้จักความเป็นพุทธภาวะ คือ ธรรมกายภายในว่า "แนะพราหมณ์ ท่านจงจำเราไว้ว่า เป็นพุทธะ ดังนี้. ข้อว่า แสดงการอนุเคราะห์ ธรรมกาย โดยคำระบุว่า นเฬรุปุจิมันทมูละ ดังนี้ ท่านกล่าวไว้แสดงถึงการที่พระผู้มีพระภาคทรงน้อมไปเพื่อวิเวก ด้วยอรหัตมรรคสมาธิในธรรมกาย อันเป็นความสงบอย่างสูงสุด ดังนี้เป็นต้น
ข้อที่น่าสังเกต: พระอรรถกถาจารย์ ท่านกล่าวแก้คำว่า "ธรรมภูต" เป็น "ธรรมกาย" ซึ่งมีความหมายเป็นอันเดียวกัน นั่นก็หมายความว่า เมื่อพบคำว่า ธรรมภูต ที่ใช้เป็นคำกล่าวแสดงคุณของพระพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้า และอริยสาวก เป็นต้น ณ ที่ใด บัณฑิตพึงทราบว่า เป็นคำใช้แทนคำว่า ธรรมกาย ณ ที่นั้น ซึ่งในคัมภีร์ทางพระพุทธศาสนาก็มีกล่าวไว้มากแห่งด้วยกัน ดังพระมหากัจจายนะเถระกล่าวไว้ว่า (ม.มู. ๑๒/๒๔๗/๒๒๕) ว่า โส หาวุโส ภควา ชานํ ชานาติ ปสฺสํ ปสฺสติ จกฺขุภูโต ญาณภูโต ธมฺมภูโต พฺรหฺมภูโต.....ธมฺมสามิ ตถาคโต ....แปลว่า ดูกรท่านผู้มีอายุทั้งหลาย ก็พระผู้มีพระภาคเจ้านั้น ทรงรู้ ทรงเห็น เป็นผู้มีพระจักษุ มีพระญาณ เป็นธรรม (ธรรมกาย) เป็นผู้ประเสริฐ....เป็นเจ้าของแห่งธรรม เป็นพระตถาคต...ดังนี้เป็นต้น นอกจากนั้นท่านยังขยายความว่า คำว่า "ธรรมภูต" หรือ "ธรรมกาย" เป็นคำกล่าวแสดงภาวะของการบรรลุธรรม ดังในที่นี้ใช้คำว่า ธมฺมํ ปตฺเตหิ เป็นต้น ซึ่งก็ได้แก่การบรรลุหรือเข้าถึงธรรมกายนั่นเอง แต่สมัยนั้นใช้กล่าวย่อๆ ว่า บรรลุธรรม ซึ่งคนมีปัญญาจักขุสมัยนั้น ฟังแล้วก็เข้าใจได้ทันทีว่า หมายถึง การบรรลุธรรมกาย ซึ่งเป็นกายที่ใช้ในการตรัสรู้ธรรม และก็มีกล่าวถึงตอนที่พระพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้าและอริยสาวกตั้งแต่พระโสดาบันเป็นต้น บรรลุธรรม อันเป็นการเปลี่ยนภาวะจากปุถุโคตร เป็นพุทธภาวะอย่างแท้จริง ไว้ในคัมภีร์พระพุทธศาสนามากแห่งด้วยกัน ดังใน วินัยมหาวรรค ภาค ๑ (๔/๑๘/๒๓) ว่า
อถโข อายสฺมา อญฺญาโกณฺฑญฺโญ ทิฏฺฐธมฺโม ปตฺตธมฺโม วิทิตธมฺโม...แปลว่า ครั้งนั้นแล ท่านพระอัญญาโกณฑัญญะ ได้เห็นธรรมแล้ว ได้บรรลุธรรมแล้ว ได้รู้ธรรมแจ่มแจ้งแล้ว... ส่วนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านใช้คำว่า "ธมฺโม อธิคโต"
ซึ่งก็มีความหมายเดียวกัน ดังที่ท่านกล่าวไว้ใน ปฐมอายาจนสูตร (สํ.สคา. ๑๕/๕๕๕/๒๐๐) ว่า
"เอวมฺเม สุตํ เอกํ สมยํ ภควา....ปฐมาภิสมฺพุทฺโธ ... อธิคโต โข มฺยายํ ธมฺโม คมฺภีโร ...
แปลว่า : ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้ว่า สมัยหนึ่งพระผู้มีพระภาค...ทรงตรัสรู้ครั้งแรก ทรงพระดำริรอบคอบว่า พระธรรมที่เราบรรลุนี้แล ลุ่มลึก เห็นได้ยากดังนี้เป็นต้น ซึ่งใน ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค (๓๑/๔๕๐/๓๓๒) ท่านก็กล่าวว่า ปตฺโต วาติ อธิคโต ฯ แปลว่า บทว่า ปตฺโต แปลว่า อธิคโต (ถึงหรือบรรลุคือเป็นอันเดียวกันได้) ดังนั้น เมื่อพบข้อความที่กล่าวถึง พระพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้า และพระอริยสาวกตั้งแต่พระโสดาบันขึ้นไปบรรลุธรรมแล้ว บัณฑิตผู้มีปรีชาญาณทั้งหลาย พึงทราบเถิดว่า ท่านหมายถึง การบรรลุธรรมกายก่อน แล้วอาศัยธรรมกายตรัสรู้ธรรม โดยนัยนี้ส่วนหนึ่งเถิด เพราะเหตุนั้น พระฎีกาจารย์ จึงกล่าวไว้ดังข้างต้นว่า "โพธิมณฺเฑ ธมฺมกาเยน (ชาโต )ฯ พระผู้มีพระภาค ทรงเสด็จอุบัติโดย พระธรรมกาย (อันเป็นกายตรัสรู้ธรรม) ณ โคนต้นโพธิ์ อันเป็นสถานที่ตรัสรู้ครั้งแรก" ดังพรรณนามาฉะนี้แล ฯ

http://www.dhammakaya.net/สมาธิ/พระธรรมกาย/พระสัมพุทธเจ้าทั้งหลาย

6.พระธรรมกาย พระคุณลักษณ์ที่แท้จริงแห่งพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

 
พระธรรมกาย พระคุณลักษณ์ที่แท้จริงแห่งพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
ขยายความหลักฐานธรรมกาย โดย พระมหาสมเกียรติ วรยโส (ป.ธ.๙)
หลักฐานที่แสดงถึงพระคุณลักษณ์ของพระธรรมกายอันเป็นองค์พระสัมพุทธเจ้าที่แท้จริงปรากฏในคัมภีร์พระพุทธศาสนา ๔ คัมภีร์ด้วยกัน คือ
๑. ในพระคัมภีร์อรรถกถาขุททกนิกาย (เถรคาถา) ชื่อปรมัตถทีปนี ภาค ๒ เล่มที่ ๓๓ ข้อ ๒๙๐ หน้า ๑๙ ว่า
พาตฺตึสวรมหาปุริสลกฺขณอสีติอนุพฺยญฺชนาทิปฏิมณฺฑิตรูปกายตาย ทสพลจตุเวสารชฺชาทิคุณปฏิมณฺ ฑิตธมฺมกายตาย จ สเทวเกน โลเกน อปริเมยฺยทสฺสนตาย อสทิสทสฺสนตาย จ อตุลทสฺสนํ ฯ แปลว่า : ชื่อว่า ผู้ทรงมีการเห็นหาผู้เปรียบปานมิได้ เพราะมีพระรูปกายอันประดับด้วย มหาปุริสลักษณะอันประเสริฐ ๓๒ และ อนุพยัญชนะ ๘๐ แลเพราะมีพระธรรมกายอันประดับด้วยคุณ มีทศพลญาณ และจตุเวสารัชชญาณ เป็นต้น และมีทัสสนะอันชาวโลกทั้งสิ้นจะพึงประมาณมิได้ และเพราะมีทัสสนะหาผู้เสมอเหมือนมิได้
๒. ในพระคัมภีร์อรรถกถาขุททกนิกาย (พาหิยสูตรอุทาน) ชื่อ ปรมัตถทีปนี เล่มที่ ๒๖ ข้อ ๑๐ หน้า ๙๐-๙๑ ว่า
ปาสาทิกนฺติ พตฺตึสมหาปุริสลกฺขณอสีติอนุพฺยญฺชนพฺยามปฺปภาเกตุมาลาลงฺกตาย สมนฺตปาสาทิกาย อตฺตโน สรีรโสภาสมฺปตฺติยา รูปกายทสฺสนพฺยาวฏสฺส ชนสฺส สพฺพภาคโต ปสาทาวหํ. ปสาทนียนฺติ ทสพลจตุเวสารชฺชฉอสาธารณญาณอฏฺฐารสอาเวณิกพุทฺธธมฺมปฺปภุติอปริมาณคุณคณสม นฺนาคตาย ธมฺมกายสมฺปตฺติยา สริกฺขกชนสฺส ปสาทนียํ ปสีทิตพฺพยุตฺตํ ปสาทารหํ วา . แปลว่า : บทว่า ปาสาทิกํ ความว่า นำมาซึ่งความเลื่อมใสรอบด้านแก่ชนผู้ขวนขวายในการเห็นพระรูปกาย เพราะความสมบูรณ์ด้วยความงามแห่งสรีระของพระองค์ อันนำความเลื่อมใสมารอบด้าน อันประดับด้วยมหาปุริสลักษณะ ๓๒ พระอนุพยัญชนะ ๘๐ พระรัศมีด้านละวา และพระเกตุมาลารัศมีที่เปล่งเหนือพระเศียร บทว่า ปสาทนียํ ความว่า เป็นที่ตั้งแห่งความเลื่อมใส เหมาะที่จะควรเลื่อมใส หรือควรแก่ความเลื่อมใสของผู้มีปัญญาเห็นประจักษ์ เพราะความถึงพร้อมแห่งพระธรรมกายอันประกอบด้วยจำนวนพระคุณหาประมาณมิได้ มีทศพลญาณ ๑๐ เวสารัชชญาณ ๔ อสาธารณญาณ ๖ อาเวณิคพุทธธรรม ๑๘ เป็นต้น เอตฺถ จ ปาสาทิกนฺติ อิมินา รูปกาเยน ภควโต ปมาณภูตตํ ทีเปติ , ปสาทนียนฺติ อิมินา ธมฺมกาเยน , สนฺตินฺทฺริยนฺติอาทินา เสเสหิ ปมาณภูตตํ ทีเปติ , แปลว่า : ก็ด้วยบทว่า ปาสาทิกํ นี้ ในอธิการนี้ ท่านแสดงถึงความสำคัญของพระผู้มีพระภาคเจ้าโดยรูปกาย , ด้วยบทว่า ปสาทนียํ นี้ แสดงถึงความสำคัญของพระผู้มีพระภาคเจ้าโดยธรรมกาย

๓. ในพระคัมภีร์ อรรถกถาขุททกนิกาย (รัชชุมาลาวิมานวัตถุ) ชื่อ ปรมัตถทีปนี เล่มที่ ๓๐ ข้อ ๘๓๙ หน้า ๒๔๖ ว่า
ปาสาทิกนฺติ ปสาทาวหํ, ทวตฺตึสมหาปุริสลกฺขณอสีตฺยานุพฺยญฺชนพฺยามปฺปภาเกตุมาลาลงฺกตาย สมนฺตปาสาทิกาย อตฺตโน สรีรโสภาสมฺปตฺติยา รูปกายทสฺสนพฺยาวฏสฺส ชนสฺส สาธุภาวโต ปสาทสํวฑฺฒนนฺติ อตโถ . ปสาทนียนฺติ ทสพลจตุเวสารชฺชฉอสาธารณญาณอฏฺฐารสาเวณิกพุทฺธธมฺมปภุติอปริมาณคุณสมนฺนาค ตาย ธมฺมกายสมฺปตฺติยา สริกฺขกชนสฺส ปสีทิตพฺพยุตฺตํ, ปาสาทิกนฺติ อตฺโถ. แปลว่า : บทว่า ปาสาทิกํ แปลว่า นำมาซึ่งความเลื่อมใส อธิบายว่า เป็นผู้ทำความเลื่อมใสให้เจริญยิ่งขึ้น เพราะความถึงพร้อมด้วยความงามแห่งพระสรีระของพระองค์อันประดับประดาด้วยพระ มหาปุริสลักษณะ ๓๒ พระอนุพยัญชนะ ๘๐ พระรัศมีข้างละวา และพระเกตุมาลาที่ก่อให้เกิดความเลื่อมใสทั่วไป เป็นของให้สำเร็จประโยชน์สำหรับชนผู้ขวนขวายจะดูรูปกาย บทว่า ปสาทนียํ คือ ทรงประกอบด้วยพระธรรมกายสมบัติอันพรั่งพร้อมด้วยพระคุณอันหาประมาณมิได้ คือ ทศพลญาณ ๑๐ จตุเวสารัชชญาณ ๔ อสาธารณญาณ ๖ และเป็นแดนเกิดแห่งพระพุทธธรรมอันประเสริฐ ๑๘ ประการ ที่ชนผู้เห็นสมณะจะพึงเลื่อมใส อธิบายว่า เป็นที่ตั้งแห่งความเลื่อมใส
๔. ในพระคัมภีร์อรรถกถาขุททกนิกาย อิติวุตตกะ ชื่อ ปรมัตถทีปนี เล่มที่ ๒๗ หน้า ๑๓ ว่า
เอตฺถ จ ภควตาติ อิมินาสฺส ภาคฺยวนฺตตาทีปเนน กปฺปานํ อเนเกสุ อสงฺเขยยฺเยสุ อุปจิตปุญฺญสมฺภารภาวโต สตปุญฺญลกฺขณธรสฺส ทวตฺตึสมหาปุริสลกฺขณอสีติอนุพฺยญฺชนพฺยามปฺปภาเกตุมาลาทิปฏิมณฺฑิตา อนญฺญสาธารณา รูปกายสมฺปตฺติ ทีปิตา โหติ . อรหตาติ อิมินาสฺส อนวเสสกิเลสปฺปหานทีปเนน อาสวกฺขยปทฎฺฐานสพฺพญฺญุตญญาณาธิคมปริทีปนโต ทสพลจตุเวสารชฺชฉอสาธารณญาณอฏฺฐารสาเวณิกพุทฺธธมฺมาทิอจินฺเตยฺยาปริเม ยฺยธมฺมกายสมฺปตฺติ ทีปิตา โหติ.ฯ แปลว่า : ด้วยบทว่า ภควตา นี้ ท่านแสดงถึงความถึงพร้อมด้วยพระรูปกาย อันไม่สาธารณ์แก่บุคคลอื่น อันประดับด้วยมหาปุริสลักษณะ ๓๒ ประการ อนุพยัญชนะ ๘๐ และพระเกตุมาลามีรัศมีแผ่ไปได้ประมาณ ๑ วา ของพระผู้มีพระภาคเจ้านั้น ผู้ชื่อว่าทรงบุญลักษณะไว้ตั้ง ๑๐๐ เพราะทรงมีบุญสมภารที่ทรงสั่งสมไว้หลายอสงไขยกัป ด้วยการแสดงว่าพระองค์ทรงคายภาคยธรรมได้แล้ว ด้วยบทว่า อรหตา นี้ ท่านแสดงถึงความถึงพร้อมด้วยพระธรรมกายที่เป็นอจินไตย อาทิ ทศพลญาณ ๑๐ เวสารัชชญาณ ๔ อสาธารณญาณ ๖ และอาเวณิกพุทธธรรม ( ธรรมเฉพาะพระพุทธเจ้า ) ๑๘ เพราะแสดงการบรรลุสัพพัญญุตญาณมีการสิ้นอาสวะเป็นปทัฏฐาน โดยการแสดงการละกิเลสที่ไม่มีส่วนเหลือ .
ขยายความ : เครื่องกำหนดหมายหรือลักษณะที่ทำให้เราได้ทราบว่าผู้นี้เป็นพระสัมมาสัมพุทธ เจ้า ตามหลักฐานในคัมภีร์ดังกล่าวข้างต้น พอสรุปได้ ๒ ประการ คือ
๑. ลักษณะรูปกาย ซึ่งเป็นเครื่องกำหนดหมายภายนอกที่เราสามารถมองเห็นได้ด้วยมังสจักษุ (ตาเนื้อ)
รูปกายของพระองค์ต้องประกอบด้วยลักษณะมหาบุรุษ ๓๒ ประการ และประดับด้วยอนุพยัญชนะ คือ ลักษณะพิเศษเล็ก ๆ น้อย ๆ อีก ๘๐ ประการ หาผู้ใดเปรียบปานมิได้ และรุ่งเรืองด้วยพระรัศมีที่แผ่ซ่านออกจากพระสรีระกายตามปกติอีกประมาณวา หนึ่ง อันเกิดแต่การสั่งสมบุญมานับภพนับชาติมิถ้วน จึงเป็นที่ดึงดูดนัยนาคือมังสจักษุและทิพยจักษุของเหล่ามนุษย์และเทวาทั้ง หลาย
๒. ลักษณะของพระธรรมกายภายในของพระองค์
อันเกิดจากการสั่งสมบารมีธรรมของพระองค์ตลอดสี่อสงไขยแสนกัลป์ ที่พระเดชพระคุณพระมงคลเทพมุนีกล่าวไว้ว่า ประดุจรูปพระพุทธปฏิมากร เกตุดอกบัวตูม ใสเหมือนกระจกคันฉ่องส่องหน้า มีพระรัศมีสว่างไสวหาประมาณมิได้ งามยิ่งนักหาผู้เสมอเหมือนได้ยาก แต่ในที่นี้ท่านกล่าวเฉพาะคุณลักษณ์คือ คุณธรรมพิเศษภายในของพระธรรมกายอีกมากมาย มี ทศพลญาณ ๑๐ จตุ-เวสารัชชญาณ ๔ อสาธารณญาณ ๖ อาเวณิกพุทธธรรม ๑๘ ประการ เป็นต้น ซึ่งมีเฉพาะพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเท่านั้น ไม่ทั่วไปแก่พระธรรมกายของพระปัจเจกพุทธและสาวกพุทธทั้งหลาย สุดที่จะพรรณนาพระคุณสมบัติภายในแห่งพระธรรมกายสัมพุทธเจ้าให้หมดสิ้นได้ ดังที่ท่านกล่าวไว้ในอรรถกถาจังกีสูตร มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ว่า
แม้พระพุทธเจ้าจะพึงกล่าวคุณของพระพุทธเจ้า หากกล่าวคุณของกันและกันไปตลอดกัป กัปพึงสิ้นไปในระหว่างเป็นเวลาช้านาน พระคุณของพระตถาคตหาสิ้นไปไม่ ฯ
พระธรรมกายนี้เป็นองค์พระสัมพุทธเจ้าที่แท้จริงอันมาพร้อมด้วยคุณพิเศษดัง กล่าว อันบุคคลผู้เจริญสมาธิภาวนาจนเข้าถึงพระธรรมกายภายใน แล้วอาศัยปัญญาจักษุอันเป็นโลกุตตระ(ตาธรรมกาย) จึงจะสามารถเห็นพระธรรมกายของพระพุทธองค์ได้ ดังที่ท่านกล่าวไว้ในอรรถกถาขุททกนิกาย สุตตนิบาตว่า "นายธนิยเห็นแล้ว ซึ่งพระธรรมกาย ของพระผู้มีพระภาคเจ้า ด้วยปัญญาจักษุ เป็นต้น " การเห็นแบบนี้เป็นการเห็นพระสัมพุทธเจ้าที่แท้จริง ควรแก่ความเลื่อมใสของผู้มีปัญญาเห็นประจักษ์ คือเห็นได้ด้วยญาณทัสสนะ ดุจเห็นได้ด้วยตาเนื้อ ฉะนั้น
พระคุณลักษณ์ภายในแม้จะลุ่มลึกยากที่จะรู้ได้ แต่ยังพอกำหนดได้โดยอาศัยแนวแห่งธรรม เช่น ทรงแสดงธรรมได้แจ่มชัดตามอัธยาศรัยของผู้ฟัง สมบูรณ์ด้วยปาฏิหาริย์ ๓ เป็นต้น ดังที่พระผู้มีพระภาคตรัสไว้ในสัมปสาทนียสูตร ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรคว่า
"ดูก่อนสารีบุตร ก็เธอไม่มีเจโตปริยญาณในพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าที่มีในอดีต อนาคตและปัจจุบันเหล่านั้น เหตุไฉน เธอจึงหาญกล้าเปล่งวาจาอย่างองอาจยิ่งนี้ ได้บันลือสีหนาทเป็นการเด็ดขาดลงไปว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์เลื่อมใสในพระผู้มีพระภาคเจ้าอย่างนี้ว่า ทั้งอดีต อนาคตและปัจจุบัน ไม่มีสมณะหรือพราหมณ์อื่นใด ที่จะมีสติปัญญายิ่งไปกว่าพระผู้มีพระภาคเจ้าในพระปัญญาเป็นเครื่องตรัสรู้ ส. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ถึงว่าข้าพระองค์ดจะไม่มีเจโตปริยญาณในพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าที่มีใน อดีต อนาคตและปัจจุบันก็จริง แต่ข้าพระองค์ก็ทราบนัยที่เป็นไปตามแนวแห่งธรรมได้" หรือเหมือนดัง ท่านพระปุกกุสาติออกบวชอุทิศพระผู้มีพระภาคเจ้าด้วยความเลื่อมใส แต่ท่านไม่เคยเห็นพระผู้มีพระภาคเจ้าเลย เมื่อพบพระผู้มีพระภาคก็ไม่รู้จัก เพราะเป็นเวลากลางคืน และเพราะพระพุทธองค์ทรงปกปิดพระลักษณะและพระรัศมีไว้ แต่เมื่อทรงแสดงธรรมเรื่องการจำแนกธาตุจบ และท่านก็ได้บรรลุธรรมเป็นพระอนาคามี จึงได้ทราบว่าเป็นพระพุทธองค์ ดังที่ท่านกล่าวไว้ในธาตุวิภังคสูตร มัชฌิมนิกายอุปริปัณณาสก์ว่า พ. ดูก่อนภิกษุ ก็ท่านเคยเห็นพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้นหรือ และเมื่อท่านเห็นแล้วจะรู้จักไหม ? ปุ. ดูก่อนท่านผู้มีอายุ ข้าพเจ้าไม่เคยเห็นพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้นเลย ถึงเห็นแล้วก็ไม่รู้จัก. ลำดับนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าได้มีพระดำริดังนี้ว่า กุลบุตรนี้บวชอุทิศเรา ไฉนหนอ เราควรจะแสดงธรรมแก่เขา ...ฯลฯ... เมื่อทรงแสดงธรรมจบ ท่านพระปุกกุสาติจึงทราบแน่นอนว่า พระศาสดาพระสุคต พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จมาโปรดเราแล้ว พระองค์เสด็จมาโปรดเราแล้ว ฯ
ข้อที่น่าสังเกตในเรื่องของท่านพระปุกกุสาติ คือ เบื้องแรกท่านไม่รู้จักทั้งไม่เคยเห็นพระรูปกายของพระผู้มีพระภาคเจ้าเลย ถึงแม้เห็นแล้วก็ไม่รู้จัก ได้ยินแต่กิตติศัพท์ของพระองค์ ต่อเมื่อฟังธรรมที่พระพุทธองค์ทรงแสดงแล้ว จึงบรรลุธรรมกายพระอนาคามี ใช้ปัญญาจักษุ (ตาธรรมกาย) ของพระอนาคามี จึงเห็นธรรมกายของพระพุทธองค์ จึงรู้พระคุณสมบัติแห่งพระธรรมกายภายในของพระองค์ จึงได้ทราบแน่นอนว่า ท่านผู้นี้คือ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าอย่างแน่นอน
ดังนั้น การที่จะทราบได้ว่าท่านผู้นี้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอย่างแน่นอนได้นั้น จึงต้องรู้เห็นลักษณะทั้ง ๒ ประการ คือ (๑) พระรูปกายอันทรงไว้ซึ่งลักษณะมหาบุรุษ ๓๒ ประการเป็นต้น ซึ่งเป็นลักษณะภายนอก สามารถมองเห็นได้ด้วยมังสจักษุเป็นต้นไป และ (๒) พระธรรมกายอันทรงไว้ซึ่งลักษณะมหาบุรุษ ๓๒ ประการเป็นต้น พร้อมด้วยพระคุณธรรมภายในแห่งพระธรรมกาย ซึ่งต้องเห็นด้วยปัญญาจักษุของพระธรรมกายด้วยกัน
เพราะเหตุนั้น พระอรรถกถาจารย์จึงกล่าวว่า "รูปกาเยน ภควโต ปมาณภูตตํ ทีเปติ, ปสาทนียนฺติ อิมินา ธมฺมกาเยน.”
แปลถอดความว่า ท่านแสดงประมาณ คือหลักสำคัญหรือลักษณะของพระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้เป็นที่ตั้งแห่งความเลื่อมใสไว้ด้วยพระรูปกาย และด้วยพระธรรมกาย ดังพรรณนามาฉะนี้แล ฯ

http://www.dhammakaya.net/สมาธิ/พระธรรมกาย/พระธรรมกาย-พระคุณลักษณ์

5.ธรรมกายพระนามของตถาคต

 

  ธรรมกายพระนามของตถาคต

ขยายความหลักฐานธรรมกาย โดย พระมหาสมเกียรติ วรยโส (ป.ธ.๙)
      คำว่า "ธรรมกาย" ในอรรถกถาทีฆนิกาย ชื่อสุมังคลวิลาสินี ภาค ๓ ฉบับมหาจุฬาฯ ข้อ ๑๑๘ หน้า ๕๐ ซึ่งขยายความในอัคคัญสูตร ปาฏิกวรรคว่า
ตตฺถ "ธมฺมกาโย อิติปิ"ติ กสฺมา ตถาคโต "ธมฺมกาโย"ติ วุตฺโต. ตถาคโต หิ เตปิฏกํ พุทฺธวจนํ หทเยน จินฺเตตฺวา วาจาย อภินีหริ. เตนสฺส กาโย ธมฺมมยตฺตา ธมฺโมว. อิติ ธมฺโม กาโย อสฺสาติ ธมฺมกาโย. ธมฺมกายตฺตาเอว พฺรหฺมกาโย. ธมฺโม หิ เสฏฺฐฏฺเฐน พฺรหฺมาติ วุจฺจติ. ธมฺมภูโตติ ธมฺมสภาโว. ธมฺมภูตตฺตาเอว พฺรหฺมภูโต.
        แปลว่า : คำว่า ธมฺมกาโย อิติปิ ความว่า เพราะเหตุไร พระตถาคตจึงได้รับขนานนามว่า ธรรมกาย. เพราะพระตถาคตทรงคิดพระพุทธพจน์คือพระไตรปิฎกด้วยพระหทัยแล้ว ทรงนำออกแสดงด้วยพระวาจา.ด้วยเหตุนั้น พระวรกายของพระผู้มีพระภาคจึงจัดเป็นธรรมแท้ เพราะสำเร็จด้วยธรรม. พระธรรมเป็นกายของพระผู้มีพระภาคนั้นดังพรรณนามานี้ ฉะนั้น พระผู้มีพระภาคจึงชื่อว่า ธรรมกาย. ชื่อว่า พรหมกาย เพราะมีธรรมเป็นกายนั่นเอง แท้จริง พระธรรมท่านเรียกว่า พรหม เพราะเป็นของประเสริฐ.
บทว่า ธมฺมภูโต ได้แก่สภาวธรรม ชื่อว่า พรหมภูต เพราะเป็นผู้เกิดจากพระธรรมนั่นเอง.
      ขยายความ : ในอรรถกถาแห่งพระสูตรนี้ พระอรรถกถาจารย์ได้ตั้งเป็นคำถามว่า เพราะเหตุไร ? พระตถาคตจึงได้ทรงขนานพระนามของพระองค์เองทีเดียวว่า ธรรมกาย (อันเกิดด้วยคุณธรรมวิเศษนิรมิต มิต้องให้ผู้ใดตั้งให้ ). แล้วจึงได้กล่าวแก้เองว่า เพราะพระองค์ทรง คิด พระพุทธพจน์คือพระไตรปิฎกด้วยพระหทัยแล้ว จึงทรงแสดงธรรมด้วยพระวาจา เป็นต้น ในความตอนนี้ผู้เขียนจะได้ประมวลความจากพระสูตรอื่นและจากครูธรรมกายมาขยาย ความต่อไป
     ธรรมดา ความรู้ธรรมของปุถุชน (ทั้งมนุษย์และเทวดา) ย่อมเกิดจากอายตนะภายในกับอายตนะภายนอกของกายมนุษย์ หรือกายทิพย์กระทบกัน อาศัยวิญญาณ จึงเกิดความรู้แจ้งรวมลงที่ใจ เมื่อเกิดการปรุงแต่งขึ้น จึงเรียกว่า "คิด" แต่เนื่องจากเป็นผู้มีจิตไม่มั่นคง(ไม่มีสมาธิ) เพราะถูกมลทินคือกิเลสครอบงำเอา ความรู้ที่ได้จากการคิดจึงเป็นเพียง วิญญาณรู้ มิใช่รู้ด้วยญาณ ปัญญาก็ย่อมไม่บริบูรณ์ จึงหารู้พระสัทธรรมไม่ ดังที่พระพุทธองค์ตรัสไว้ในคาถาธรรมบท ( ๒๕/๑๓/๑๙) ว่า
ปัญญา ย่อมไม่บริบูรณ์ แก่ผู้มีจิตไม่มั่นคง ผู้ไม่รู้แจ้งพระสัทธรรม มีความเลื่อมใสเลื่อนลอย ฯ
และในคาถาธรรมบท (๒๕/๓๕/๖๕) ว่า
ปัญญาย่อมไม่มีแก่ผู้ไม่มีฌาน (ไม่มีสมาธิ)" ดังนี้ เป็นต้น
      เมื่อมีเพียงปัญญาที่ได้จากการนึกคิดธรรมะด้วยวิญญาณรู้ของกายมนุษย์และกาย ทิพย์เท่านั้น ไม่มีปัญญารู้เห็นธรรมที่เกิดจากสมาธิภาวนามยญาณ และเมื่อท่านผู้มีมลทินเหล่านั้นนำธรรมะที่ได้จากการคิดมาแสดงแก่ผู้อื่น จึงผิดมากกว่าถูก เพราะเป็นของไม่บริสุทธิ์ ดังที่ท้าวสหัมบดีพรหมได้กราบทูลอาราธนาพระผู้มีพระภาคเจ้าให้ทรงแสดงธรรม ที่ท่านกล่าวไว้ในพรหมยาจนกถา (วินย.มหา.ปฐมภาค ๔/๘/๑๓) ว่า
      "ธรรมที่คนมีมลทินทั้งหลายคิดแล้ว ไม่บริสุทธิ์ได้ปรากฏ ในแคว้นมคธมาก่อนแล้ว ขอพระองค์ได้โปรดทรงเปิดประตู แห่งอมตธรรมนี้" ดังนี้ เป็นต้นฯ
     อนึ่ง แม้ปัญญาในการรู้เห็นธรรมที่เกิดจากสมาธิภาวนามยญาณของท่านผู้ได้โลกียฌานก็ ดี (ทั้งมนุษย์และเทวดา) ของพวกกายพรหม กายอรูปพรหมผู้มิได้เป็นพระอริยเจ้าก็ดี ก็ยังอยู่ในวงจำกัด ท่านเหล่านั้นอาศัยอายตนะที่เป็นโลกียะ ยังถูกกิเลสอย่างละเอียดในส่วนโลกิยะครอบงำปรุงแต่งอยู่ จึงรู้เห็นได้เฉพาะโลกิยธรรมเท่านั้น ไม่สามารถรู้เห็นโลกุตรธรรม จึงมิได้ชื่อว่า ธรรมกาย

         ส่วนปัญญาจักษุ ในการรู้เห็นธรรมของพระตถาคตเจ้า ผู้ทรงพระนามว่า ธรรมกาย นั้น เกิดจากสมาธิภาวนามยญาณอันเป็นโลกุตระ จึงรู้เห็นธรรมทั้งปวงตามความเป็นจริงได้ ดังคราวเริ่มแรกแห่งการตรัสรู้ใหม่ พระองค์ทรงนั่งขัดสมาธิบัลลังก์เดียว มนสิการปฏิจจสมุปบาทแล้วทรงเปล่งอุทานในเวลานั้นว่า (วินย.มหา.ปฐมภาค ๔/๑/๒)
      "เมื่อใดแล ธรรมทั้งหลายปรากฏแก่พราหมณ์ผู้มีเพียรเพ่งอยู่ เมื่อนั้น ความสงสัยทั้งปวงของพราหมณ์นั้น ย่อมสิ้นไป เพราะมา รู้ธรรมพร้อมทั้งเหตุ" ดังนี้ เป็นต้น ฯ
     ก็เพราะเหตุที่ธรรมทั้งหลายที่พระองค์ได้ตรัสรู้มีสภาพละเอียด เห็นได้ยาก ไม่ได้ด้วยการนึกคิดเอา (แบบวิญญาณรู้เพราะอาศัยอายตะของกายมนุษย์กายทิพย์) หรือรู้ด้วยญาณของพวกกายพรหม กายอรูปพรหม แต่รู้ได้เฉพาะด้วยโลกุตรญาณของธรรมกาย พระองค์จึงเกิดความปริวิตกดังที่ตรัสไว้พรหมยาจนกถา (วินย.มหา.ปฐมภาค ๔/๗/๑๒) ว่า
      "ธรรมที่เราได้บรรลุแล้วนี้ เป็นคุณลึก เห็นได้ยาก รู้ตามได้ยาก เป็นธรรมสงบ ประณีต ไม่หยั่งลงสู่ความนึกคิด ละเอียด เป็นวิสัยที่บัณฑิตจะพึงรู้แจ้ง...อันหมู่สัตว์ผู้เริงรมย์ด้วยอาลัย(กามคุณ ๕) ยินดีในอาลัย ชื่นชมในอาลัย เห็นได้ยาก ดังนี้เป็นต้น จนเป็นเหตุให้มีพระทัยน้อมไปเพื่อความเป็นผู้ขวนขวายน้อย ไม่น้อมไปเพื่อทรงแสดงธรรม" ดังมีปรากฏในอนัจฉริยคาถา (วินย.มหา.ปฐมภาค 4/7/12) ว่า "บัดนี้ เรายังไม่ควรจะประกาศธรรมที่เราได้บรรลุแล้วโดยยาก เพราะธรรมนี้อันสัตว์ผู้อันราคะและโทสะครอบงำแล้วไม่ตรัสรู้ได้ง่าย สัตว์ผู้อันราคะย้อมแล้ว ถูกกองอวิชชาหุ้มห่อแล้ว จักไม่เห็นธรรมอันละเอียดลึกซึ้ง ยากที่จะเห็น ละเอียดยิ่ง อันจะยังสัตว์ให้ถึงธรรมที่ทวนกระแส คือ นิพพานฯ"
        จากข้อความที่ยกมากล่าวข้างต้น จึงเป็นเครื่องยืนยันได้ว่า คำว่า "คิด" ที่พระอรรถกถาจารย์กล่าวไว้ในที่นี้ ท่านจึงมิได้หมายเอาความคิดอย่างปุถุชนเป็นต้นดังที่กล่าวมาแล้ว ทั้งนี้เพราะเหตุไร ? เพราะพระองค์มิใช่ปุถุชน แต่ทรงเป็นอริยชนชั้นยอด เพราะตรัสรู้ธรรมด้วยธรรมกาย ทรงเป็นธรรมภูต คือเป็นธรรมเป็น ๆ เอง ไม่ใช่เป็นธรรมตายที่อยู่ในตำรา ทรงเป็นธรรมสามี คือเจ้าของแห่งธรรม ไม่ต้องทรงค้นคว้าเอาจากตำรา หรือจากการฟังการสอบถามจากผู้อื่นเป็นต้น ดังนั้น ธรรมทั้งปวง มิใช่แต่เฉพาะพระไตรปิฎกเท่านั้น ย่อมปรากฏแก่พระองค์ ผู้ตรัสรู้แล้ว มีธรรมปรากฏแล้วตั้งแต่คราวแรกแห่งการตรัสรู้ เมื่อทรงพระประสงค์ธรรมอันใด ธรรมนั้นๆย่อมปรากฏแจ่มแจ้งแก่พระองค์ด้วยพระญาณพลันทีเดียว ดังที่ท่านกล่าวไว้ใน ตุวฏกสูตร (ขุ.มหานิ 29/320/168) ว่า
       "พระญาณของพระผู้มีพระภาคผู้ตรัสรู้แล้ว ย่อมเป็นไปในธรรมทั้งสิ้น ธรรมทั้งปวง เนื่องด้วยความนึก เนื่องด้วยความจำนงค์หวัง เนื่องด้วยการทำไว้ในใจ เนื่องด้วยการกระดิกจิต (จิตตุบาท) แห่งพระผู้มีพระภาค ผู้ตรัสรู้แล้ว พระญาณของพระผู้มีพระภาค ผู้ตรัสรู้แล้ว ย่อมเป็นไปในสัตว์ทั้งปวง พระผู้มีพระภาคย่อมทรงทราบอัธยาศัย อนุสัย จริต อธิมุติ แห่งสัตว์ทั้งปวง ย่อมทรงทราบซึ่งเหล่าสัตว์ผู้มีกิเลสธุลีน้อยในปัญญาจักขุ มีกิเลสธุลีมากในญาณจักขุ มีอินทรีย์แก่กล้า มีอินทรีย์อ่อน มีอาการดี มีอาการทราม ผู้ควรแนะนำได้โดยง่าย ผู้แนะนำได้โดยยาก เป็นภัพพสัตว์ เป็นอภัพพสัตว์ โลกพร้อมทั้งเทวโลก มารโลก หมู่สัตว์พร้อมทั้งสมณพราหมณ์ เทวดาและมนุษย์ ย่อมเป็นไปในภายในพระพุทธญาณ" ดังนี้ เป็นต้น

         ฉะนั้น เมื่อมีผู้มาทูลถามปัญหา พระองค์จึงทรงสามารถพยากรณ์ปัญหา (ตอบ) ได้ทันที โดยไม่ต้องรอไปค้นคว้าธรรมในที่อื่น ที่มีอยู่ในตำราเป็นต้น หรือนึกคิดเอาล่วงหน้า ดังที่ท่านกล่าวไว้ใน อภัยราชกุมารสูตร (ม.ม.๑๓) ว่า
        "อภัยราชกุมารกราบทูลถามว่า มีผู้แต่ปัญหามาทูลถาม พระผู้มีพระภาคจะต้องทรงคิดก่อนหรือไม่ว่า ถ้าเขาถามอย่างนี้จักตรัสตอบอย่างนี้ หรือว่าเรื่องนั้นแจ่มแจ้งแก่พระตถาคตโดยพลันทันที. ตรัสย้อนถามว่า ท่านเป็นผู้ฉลาดในส่วนประกอบน้อยใหญ่ของรถใช่หรือไม่ กราบทูลว่าฉลาดในส่วนประกอบของรถ. ตรัสถามต่อไปว่า เมื่อมีผู้มาถามว่า นี้เป็นส่วนประกอบน้อยใหญ่อะไรของรถ ท่านจะต้องคิดก่อนหรือไม่ว่า ถ้าเขาถามอย่างนี้ จักตอบอย่างนี้ หรือว่าเรื่องนั้นแจ่มแจ้งแก่ท่านโดยพลันทันที. กราบทูลตอบว่า ข้าพระองค์เป็นช่างทำรถ รู้เจนจบในส่วนประกอบน้อยใหญ่ของรถ เรื่องนั้นจึงแจ่มแจ้งแก่ข้าพระองค์โดยพลันทีเดียว. จึงตรัสว่า แม้ตถาคตก็ฉันนั้น เพราะความที่ธรรมธาตุนั้น ตถาคตแทงตลอดดีแล้ว การตอบปัญหานั้น จึงแจ่มแจ้งกะตถาคตโดยทันที"
        อนึ่ง พระพุทธพจน์ที่มาในพระไตรปิฎก เกิดขึ้นด้วยอัธยาศัยของพระองค์บ้าง อัธยาศัยของเหล่าสัตว์บ้าง เกิดเพราะเกิดเหตุขึ้นบ้าง และเกิดขึ้นด้วยการถามบ้าง พระองค์ทรงอาศัยพระญาณเครื่องพิจารณาของกายธรรม จึงทรงบัญญัติ แต่งตั้ง เปิดเผยตามเหตุเกิดนั้น ๆ ด้วยพระวาจา ฉะนั้นคำว่า "คิดพุทธพจน์" ในที่นี้พระอรรถกถาจารย์จึงกล่าวหมายเอาพระญาณนั้น ดังที่ท่านกล่าวไว้ใน อรรถกถานาคสูตร อังคุตตรนิกาย ชื่อมโนรถปูรณี (ไทย มหามกุฏ.เล่ม ๓๖/๖๕๔) ว่า
       "นาค คือ ช้าง ชื่อว่า มีปลายงวงเป็นเครื่องพิจารณา ช้างนั้นพิจารณาถึงสิ่งที่แข็ง อ่อน และสิ่งของที่ควรเคี้ยวกินด้วยปลายงวงนั้น ต่อแต่นั้นก็ละสิ่งของที่ควรละ คว้าเอาสิ่งของที่ควรคว้า ฉันใด การคิดถึงธรรม กล่าวคือ ญาณเครื่องกำหนดส่วนแห่งธรรม ชื่อว่าเป็น วีมํสา (ญาณเครื่องพิจารณา) ของนาค คือ พระพุทธเจ้า ฉันนั้นเหมือนกัน เพราะว่าพระพุทธเจ้านั้นทรงรู้จักภัพพาภัพพบุคคล (ผู้ควรตรัสรู้และไม่ควรตรัสรู้) ด้วยญาณนั้น ด้วยเหตุนั้น พระกาฬุทายีเถระ จึงกล่าวว่า วีมํสา ธมฺมจินฺตนา"
พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงรู้ทรงทราบ ทรงใคร่ครวญธรรมคือพระไตรปิฎกด้วยโลกุตรญาณของโลกุตรกายนั้น จึงทรงประกาศธรรมทั้งปวงได้ด้วยพระวาจา ยังสรรพสัตว์ให้ตรัสรู้ตามสมควรแก่อัธยาศัย เหตุนั้น พระองค์จึงทรงพระนามว่า "ธรรมกาย"
        ข้อว่า พระวรกายของพระผู้มีพระภาคจัดเป็นธรรมแท้ เพราะสำเร็จด้วยธรรม ดังนี้ ท่านหมายเอาบารมีธรรมที่พระองค์ทรงบำเพ็ญมานับภพนับชาติมิถ้วน จัดเป็นโลกุตรกุศลธรรมที่ทำให้เกิดโลกุตรกาย ที่เรียกว่า "ธรรมกาย" ที่มีญาณรู้เห็นธรรมทั้งปวงได้ (ท่านมิได้หมายเอาโลกียกุศลธรรม คือบุญ ที่ให้เกิดโลกียกาย รู้เห็นได้เฉพาะโลกียธรรม จึงยังต้องเวียนว่ายตายเกิดอยู่ร่ำไป) บารมีธรรมเป็นธรรมที่ให้สำเร็จเป็นกายของพระผู้มีพระภาคนั้น ดังพรรณนามานี้ ฉะนั้น พระองค์จึงทรงพระนามว่า "ธรรมกาย"
คำว่า พรหมกาย ในที่นี้พระอรรถกถาจารย์ท่านมิได้หมายเอา กายของพวกพรหม อันเป็นกายละเอียดส่วนโลกียะมีอันต้องแปรปรวนไปเป็นธรรมดา เพราะทรงป้องกันความเข้าใจผิดแต่แรกแล้วด้วยคำแรกคือคำว่า "ธรรมกาย" ฉะนั้นท่านจึงมุ่งหมายเอากายธรรมอันเป็นโลกุตระ ซึ่งสำเร็จมาแต่ธรรมอันประเสริฐ คือ บารมีธรรมที่ทรงบำเพ็ญมานับภพนับชาติมิถ้วน จึงกล่าวว่า "พรหมกาย"
         คำว่า ธรรมภูต ที่ท่านกล่าวว่า สภาวธรรม หมายถึง อริยสภาวะ คือเข้าถึงสภาวะอันประเสริฐ ไม่มีการผันแปรดับสลายอีกต่อไป
       ส่วนในอรรถกถาสังยุตตนิกาย ชื่อ สารัตปกาสินี ภาค ๒ ฉบับมหาจุฬาฯ ข้อ ๘๗ หน้า ๓๔๒ - ๓๔๓ ซึ่งขยายความในวักกลิสูตร ว่า
        โย โข วกฺกลิ ธมฺมนฺติ อิธ ภควา "ธมฺมกาโย โข มหาราช ตถาคโต" ติ วุตฺตํ ธมฺมกายตํ ทสฺเสติ ฯ นววิโธ หิ โลกุตฺตรธมฺโม ตถาคตสฺส กาโย นาม ฯ
        แปลว่า : ในบทว่า โย โข วกฺกลิ ธมฺมํ นี้ พึงทราบอธิบายว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงพระองค์เองว่า เป็นธรรมกาย ที่ตรัสไว้ว่า ขอถวายพระพรมหาบพิตร ธรรมกายแล คือ พระตถาคต ความจริง โลกุตรธรรม ๙ อย่าง (มรรค ๔ ผล ๔ นิพพาน ๑) ชื่อว่า พระกายของพระตถาคต ฯ
         ขยายความ : พระสูตรนี้ พระอรรถกถาจารย์ขยายความในบทว่า ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นเรา ด้วยบทว่า พระตถาคตเจ้าองค์ที่แท้จริง คือ ธรรมกาย ในความตอนนี้มีข้อที่น่าวินิจฉัย ๒ ประการ คือ
        ประการแรก ท่านมุ่งหมายเอา สภาพที่เนื่องเป็นอันเดียวกันแยกกันไม่ได้ แต่จะว่าเป็นสิ่งเดียวกันเลยทีเดียวก็ไม่ได้ โดยมีอธิบายว่า เพราะอาศัยธรรมกาย พระสิทธัตถะโพธิสัตว์จึงตรัสรู้ธรรมเป็นพระสัมพุทธเจ้าได้ และเพราะอาศัยพระสัมพุทธเจ้า ธรรมทั้งปวงจึงถูกบัญญัติ แต่งตั้ง เปิดเผย ให้สรรพสัตว์ตรัสรู้ตามได้ โดยนัยนี้ก็จะได้ความว่า ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้น ชื่อว่า เห็นธรรมกาย ผู้ใดเห็นธรรมกาย ผู้นั้น ชื่อว่าเห็นธรรม ซึ่งก็หมายความว่า เห็นอย่างใดอย่างหนึ่ง ก็ได้ชื่อว่า เห็นทั้งสองอย่าง เพราะโดยเนื้อแท้แล้ว เป็นสภาพที่เนื่องถึงกัน
       ประการที่ ๒ ท่านมุ่งหมายเอาสภาพอย่างเดียวกัน แต่มีชื่อเรียกต่างกัน เหมือนของอย่างเดียวกันแต่มีชื่อเรียกได้ ๒ ชื่อฉันนั้น โดยนัยนี้จะได้ความว่า ผู้ใดเห็นธรรมกาย ผู้นั้นชื่อว่า เห็นตถาคต (ธรรมกาย) ผู้ใดเห็นตถาคต ผู้นั้นชื่อว่า เห็นธรรมกาย เพราะคำว่า "ธรรมกาย" เป็นพระนามหนึ่งของพระตถาคต ดังนี้ก็ถูก
        อีกนัยหนึ่ง ผู้ใดเห็นธรรมดังที่ตถาคตเห็น ผู้นั้นชื่อว่า เห็นตถาคต (ธรรมกาย) ดังที่พระเดชพระคุณพระมงคลเทพมุนี หลวงพ่อวัดปากน้ำ ได้กล่าวสอนไว้ ให้ปฏิบัติตามมัชฌิมาปฏิปทาคือดำเนินจิตไปตามอริยมรรคมีองค์ ๘ ในกลางกาย ให้เป็นมรรคสมังคี ดำเนินไปเป็นอันเดียวกันไม่แตกแยก ก็จะเข้าถึงกายในกายจนถึงธรรมกาย เมื่อเข้าถึงธรรมกายแล้ว ธมฺมจกฺขุ อุทปาทิ ดวงตาเห็นธรรมก็จะเกิด ญาณํ อุทปาทิ ญาณก็จะเกิด ปญฺญา อุทปาทิ ความรู้ก็จะเกิด ดังที่ตรัสไว้ในธัมมจักกัปปวัตตนสูตรเป็นต้น อาศัยดวงตาเห็นธรรม และญาณคือความรู้ของธรรมกาย ก็จะเห็นธรรมคืออริยสัจจ์ ๔ อันเป็นเหตุให้บรรลุมรรคผลนิพพาน อย่างที่พระตถาคตเจ้าทรงรู้ทรงเห็นมาก่อนนั่นเอง โดยความหมายนี้จึงควรกล่าวว่า ผู้ใดเห็นธรรม(ดังที่พระตถาคตเห็น) ผู้นั้น ชื่อว่าเห็น (เรา) ธรรมกาย ผู้ใดเห็น (เรา) ธรรมกาย ผู้นั้น ชื่อว่า เห็นธรรม (ดังที่ตถาคตเห็น) ดังนี้ก็ถูก เพราะเหตุนั้น พระอรรถกถาจารย์จึงยกพุทธพจน์ขึ้นกล่าวว่า
      "ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นเรา(ตถาคต)เพราะธรรมกายแล คือตถาคต"
ดังนี้เป็นต้น
       และในฎีกาท่านแสดง "พระธรรมกาย" อันเป็นพระนามของพระตถาคตดังต่อไปนี้ ๑. ฎีกาสารัตถทีปนี ภาค ๑ ฉบับมหามกุฏฯ ข้อ ๒๘๖ หน้า ๕๔๗ ว่า
        "สนฺตาเนติ วุตฺตตฺตา อณฺฑสทิสตา สนฺตานสฺส พหินิกฺขนฺตกุกฺกุฏจฺฉาปกสทิสตา พุทฺธคุณานํ, พุทธคุณาติ จ อตฺถโต พุทฺโธเยว “ตถาคตสฺส โข เอตํ วาสิฏฺฐ อธิวจนํ ธมฺมกาโย อิติปีติ วจนโต ฯ" (ในพระไตรปิฎก เป็น ตถาคตสฺส เหตํ วาเสฏฺฐา ฯ)
         แปลว่า : ความที่การสืบต่อเป็นเหมือนไข่ไก่ เพราะท่านกล่าวว่า สนฺตาเน ดังนี้ ความที่พระพุทธคุณทั้งหลาย เป็นเหมือนลูกไก่ตัวออกไปภายนอกได้ อนึ่ง คำว่า พุทธคุณ โดยเนื้อแท้ ได้แก่ พระพุทธเจ้านั่นเอง เพราะพระดำรัสว่า ดูก่อนวาเสฏฐ คำว่า ธรรมกาย นี้ เป็นชื่อของตถาคตแล ฯ
         ขยายความ : จุดเริ่มต้นของพุทธคุณ คือความเป็นพระสัมพุทธะ หรือ ธรรมกาย เริ่มที่พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้เป็นพระโพธิสัตว์ทรงอาศัยธรรมกายทำอนุปัสสนา ๓ อย่าง คือไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา ในจิตสันดานของพระองค์ ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการออกจากฟองไข่ คือ อวิชชา เหมือนแม่ไก่ทำกิริยา ๓ อย่าง มีการนอน กกอยู่บนฟองไข่ทั้งหลายเป็นต้นของตน เป็นจุดเริ่มต้นของการฟักตัวเจริญเติบโตมีอวัยวะครบบริบูรณ์ของลูกไก่ในฟอง ไข่ และเมื่อพระองค์ทรงอาศัยวิปัสสนาญาณอันแก่กล้าของธรรมกายทำลายกระเปาะฟองไข่ คือ อวิชชาได้แล้ว ได้ชื่อว่าทรงทำพุทธคุณคือความเป็นพระสัมพุทธะ หรือ ธรรมกาย ให้เกิดขึ้นอย่างบริบูรณ์แล้ว ให้สว่างไสวแผ่ออกไปแล้ว เปรียบเหมือนภาวะที่ลูกไก่อาศัยเล็บเท้า และจงอยปากที่หยาบและแข็ง ทำลายกระเปาะไข่ออกไปภายนอกได้ฉะนั้น เพราะเหตุนั้น พระฎีกาจารย์จึงกล่าวว่า ความที่พระพุทธคุณทั้งหลาย เป็นเหมือนลูกไก่ตัวออกไปภายนอกได้ เพราะพุทธคุณโดยเนื้อแท้ได้แก่พระพุทธเจ้าคือธรรมกายนั่นเอง ดังนี้
๒. ฎีสารัตถทีปนี ภาค ๒ ฉบับมหามกุฏฯ ข้อ ๑๑๙ หน้า ๒๕๔ ว่า
        "ธมฺมสนฺตเกน พุทฺธปูชํ กาตุ, พุทฺธสนฺตเกน วา ธมฺมปูชํ กาตุ วฏฺฏติ, น วฏฺฏตีติ ฯ “ตถาคตสฺส โข เอตํ วาเสฏฺฐา อธิวจนํ ธมฺมกาโย อิติปีติ จ โย โข วกฺกลิ ธมฺมํ ปสฺสติ, โส มํ ปสฺสตีติ จ วจนโต วฏฺฏตีติ วทนฺติ ฯ"
        แปลว่า : ถามว่า การที่บุคคลผู้มีธรรมในภายใน จะทำการบูชาพระพุทธเจ้า หรือการที่บุคคลผู้เข้าถึงพระพุทธเจ้าในภายใน จะทำการบูชาพระธรรมควรหรือไม่ควร ดังนี้ ตอบว่า ย่อมควร เพราะพระดำรัสว่า ดูก่อนวาเสฏฐ คำว่า ธรรมกายนี้ เป็นชื่อของตถาคตแล และพระดำรัสว่า ดูก่อนวักกลิ ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นเรา ฯ
       ขยายความ : พระฎีกาจารย์ตั้งคำถามว่า บุคคลที่เข้าถึงธรรมแล้ว จะบูชาพระพุทธเจ้าผู้เป็นเจ้าของธรรม หรือผู้เข้าถึงพุทธรัตนะในภายใน จะทำการบูชาพระธรรมรัตนะควรหรือไม่ แล้วก็ตอบเองว่า ย่อมควร โดยยกพระดำรัสดังกล่าวมาแสดงว่า เพราะคำว่าธรรมกายนี้ เป็นชื่อของตถาคต และว่า ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นเรา ฯ ซึ่งก็หมายความว่า ถ้าบุคคลผู้เข้าถึงธรรมกายแล้ว จะบูชารัตนะอย่างใดอย่างหนึ่งก็ชื่อว่าบูชาทั้ง ๒ เพราะเป็นสภาพที่เนื่องถึงกัน ฯ ในเรื่องนี้มีพระดำรัสที่ตรัสไว้ใน พราหมณธัมมยาคสูตร (ขุ. อิติ. ๒๕/๑๐๐/๓๙๔) ว่า
     "เหล่าสัตว์ ย่อมนอบน้อมพระตถาคตเจ้า ผู้ทรงบูชาธรรม ไม่ทรงมีความตระหนี่ ทรงอนุเคราะห์สรรพสัตว์เสมอ ทรงเป็นผู้ ประเสริฐที่สุดในหมู่เทวดาและมนุษย์ ทรงถึงฝั่งแห่งภพเช่นนั้น ฯ
หมายความว่า บุคคลเมื่อบูชาพระตถาคตเจ้า ก็ชื่อว่าบูชาธรรมด้วย เพราะพระตถาคตทรงบูชาธรรม และเมื่อบูชาธรรม ก็ชื่อว่า บูชาพระตถาคตเจ้าด้วย เพราะพระองค์ทรงเป็นเจ้าของธรรม (ธรรมสามี) ก็ถูกฯ

http://www.dhammakaya.net/สมาธิ/พระธรรมกาย/ธรรมกายพระนามของตถาคต