วันพฤหัสบดีที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2559

17.ทุกคนมีธรรมกาย

17.ทุกคนมีธรรมกาย

นับแต่วาระที่เข้าถึงธรรม บรรลุธรรมกายในตนเองแล้ว พระเดชพระคุณหลวงปู่วัดปากน้ำก็ได้ประจักษ์ว่าทุกๆ คนมี ธรรมกาย ในตนเองและ ธรรมกาย นี้มีคุณวิเศษอันล้ำเลิศยิ่งนัก ดังที่ท่านกล่าวว่า
…พอถึงกายธรรมเท่านั้น รูปพระพุทธปฏิมากรเกตุ ดอกบัวตูม บริสุทธิ์ ใสเป็นกระจกคันฉ่องเงาหน้า กายที่ ๙ ของ ตัวเอง มีทุกคน ชายก็มี หญิงก็มี เหมือนกันทุกคน แบบเดียวกัน ไปถึงกายนั่นนะ เป็นตัวอมตะ ทีเดียว อปฺปมาโท อมตํ ปทํ ทีเดียวเห็นนิพพานได้ทีเดียว ไม่ใช่กายเดียวนะ กายธรรม กายธรรมละเอียด กายธรรมโสดา กายธรรมโสดาละเอียด กายธรรมสกทาคาสกทาคา สกทาคาละเอียด กายธรรมอนาคา อนาคาละเอียด กายธรรมอรหัต กายธรรมอรหัตละเอียด ไปนิพพานได้เหมือนกันทุกกาย นี่ไปนิพพานได้อย่างนี้ เช่นนั้นเรียกว่า อปฺปมาโท อมตํ ปทํ ความไม่ประมาทเป็นหนทางไม่ตายนั่นแหละ กายธรรม นั่นแหละ ไม่ตาย ไปนิพพานได้ทีเดียว….. (จากมรดกธรรม หน้า ๖๘๒๖)
หลักฐานที่แสดงว่าทุกคนมีธรรมกาย ที่ปรากฏในคัมภีร์พระพุทธศาสนานั้นมีอยู่หลายแห่งด้วยกัน เช่น

๑.ในอรรถกถาธนิยสูตร (ยกมาอ้างแล้วในหน้า ๓๐๙) ที่ว่า

"…นายธนิยะเห็นแล้ว ซึ่ง ธรรมกาย ของพระผู้มีพระภาคเจ้าด้วย ปัญญาจักษุ…" คำว่า "ปัญญาจักษุ" นี้ย่อมแสดงว่านายธนิยะมีธรรมกาย และเข้าถึงธรรมกายภายในตนแล้ว จึงมีปัญญาจักษุ และในย่อหน้าที่สองที่ว่า "…นายธนิยะพร้อมกับบุตรและภรรยาได้เห็น ธรรมกาย ของพระผู้มีพระภาคเจ้าด้วยโลกุตตรจักษุ โดยการแทงตลอดอริยมรรคและเห็นรูปกายของพระองค์ด้วยโลกียจักษุ…" คำว่า "แทงตลอดอริยมรรค"และ "โลกุตตรจักษุ" ย่อมแสดงว่านายธนิยะกับบุตรและภรรยามีธรรมกาย และต่างเข้าถึงธรรมกายภายในตนแล้ว

๒.ในพระสุตตันตปิฎก ขุทฺทกนิกาย อปทาน มหาปชาบดีโคตมีเถรี อปทาน เล่ม ๓๓ ข้อ ๑๕๗ หน้า ๒๘๔

ปรากฏมีข้อความตอนหนึ่ง ซึ่งพระนางมหาปชาบดีโคตมีกล่าวกับพระผู้มีพระภาคเจ้านั้น แสดงว่า พระนางเธอมี ธรรมกาย เข้าถึง ธรรมกาย ในตนเอง และเป็น ธรรมกาย แล้ว พระนางเธอเป็น ธรรมกาย ได้ก็เพราะการปฏิบัติ ตามพระธรรมคำสั่งสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ต่อไปนี้คือข้อความในพระสุตตันตปิฎก
        อหํ สุคต เต มาตา ตุวํ ธีร ปิตา มม สทฺธมฺมสุขโท นาถ ตยา ชาตมฺหิ โคตม ฯ สํวทฺธิโตยํ สุคต รูปกาโย มยา ตว อานนฺทิโย ธมฺมกาโย มม สํวทฺธิโต ตยา ฯ มุหุตฺตํ ตณฺหาสมนํ ขีรํ ตฺวํ ปายิโต มยา ตยาหํ สนฺตมจฺจนฺตํ ธมฺมขีรมฺปิ ปายิตา
        มีคำแปลปรากฏใน ขุทฺทกนิกาย อปทาน มหาปชาบดีโคตมีเถรี อปทาน ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๗๒ หน้า ๕๔๒ ความว่า ข้าแต่พระสุคตเจ้า หม่อมฉันเป็นมารดาของพระองค์ ข้าแต่พระธีรเจ้า พระองค์เป็นพระบิดาของหม่อมฉัน ข้าแต่พระโลกนาถ พระองค์เป็นผู้ประทานความสุขอันเกิดจากพระสัทธรรมให้หม่อมฉัน ข้าแต่พระโคดม หม่อมฉันเป็นผู้อันพระองค์ให้เกิด ข้าแต่พระสุคตเจ้า รูปกายของพระองค์นี้ อันหม่อมฉันทำให้เจริญเติบโต ธรรมกาย อันน่าเพลิดเพลินของหม่อมฉัน อันพระองค์ทำให้เจริญเติบโตแล้ว หม่อมฉันให้พระองค์ดูดดื่มน้ำนม อันระงับเสียได้ซึ่งความอยากชั่วครู่ แม้น้ำนม คือพระสัทธรรมอันสงบระงับล่วงส่วน พระองค์ก็ให้หม่อมฉันดูดดื่มแล้ว

๓.ในพระสุตตันตปิฎก ขุทฺทกนิกาย อปทาน ปัจเจกพุทธาปทาน เล่มที่ ๓๒ ข้อ ๒ หน้า ๒๐

       ได้กล่าวว่า บรรดานักปราชญ์ที่เจริญวิปัสสนาภาวนาชั้นสูงแล้ว ถ้าท่านเหล่านั้นไม่ได้เป็นพระสาวกของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ท่านก็ต้องเป็นพระปัจเจกพุทธเจ้า เพราะมีธรรมกายมากมาย ดังข้อความว่า สุ?ฺ?ปฺปณิธิ?ฺจ ตถานิมิตฺตํ อาเสวยิตฺวา ชินสาสนมฺหิ เย สาวกตฺตํ น วชนฺติ ธีรา ภวนฺติ ปจฺเจกชินา สยมฺภู ฯ มหนฺตธมฺมา พหุธมฺมกายา จิตฺติสฺสรา สพฺพทุกฺโขฆติณฺณา อุทคฺคจิตฺตา ปรมตฺถทสฺสี สีโหปมา ขคฺควิสาณกปฺปา ฯ

          มีคำแปลปรากฏอยู่ใน ขุทฺทกนิกาย อปทาน ปจฺเจกพุทฺธาปทาน เล่มที่ ๓๒ ข้อ ๒ หน้า ๑๑ ความว่า นักปราชญ์เหล่าใดเจริญสุญญตวิโมกข์ อนิมิตตวิโมกข์ และอัปปณิหิตวิโมกข์ ไม่บรรลุความเป็นพระสาวกในศาสนาพระชินเจ้า นักปราชญ์เหล่านั้นย่อมเป็นพระสยัมภูปัจเจกพุทธเจ้า มีธรรมใหญ่ มีธรรมกายมาก มีจิตเป็นอิสระ ข้ามห้วงทุกข์ทั้งมวลได้ มีจิตโสมนัส มีปกติเห็นประโยชน์อย่างยิ่ง เปรียบดังราชสีห์เช่นกับนอแรด จากพระสูตรนี้ จะเห็นได้ว่าบุคคลที่มีปัญญา ตั้งใจวิปัสสนาภาวนา จนบรรลุความหลุดพ้น สุ??ตวิโมกข์ คือหลุดพ้นด้วยเห็นอนัตตา แล้วถอนความยึดมั่นได้ อนิมิตตวโมกข์ คือหลุดพ้นด้วยเห็นอนิจจัง แล้วถอนความยึดมั่นได้ อัปปนิหิตวิโมกข์ คือหลุดพ้นด้วยเห็นทุกข์ แล้วถอนความปรารถนาได้ เมื่อถอนความยึดมั่นและความปรารถนาเสียได้ จิตย่อมบริสุทธิ์จนบรรลุธรรมกายในตนได้

         ดังนั้นข้อความในพระสูตรนี้ย่อมยืนยันได้ว่าทุกคนมี ธรรมกาย ยิ่งกว่านั้นยังใช้คำว่า พหุธมฺมกายา คือ มี ธรรมกาย มาก ตรงกับคำสอนของพระเดชพระคุณหลวงปู่วัดปากน้ำว่า ธรรมกาย ในตัวเรานั้นมีมากมาย ซึ่งท่านได้ให้รายละเอียดไว้เพียง ๑๐ เท่านั้น (ธรรมกายโคตรภู ธรรมกายพระโสดา ธรรมกายพระสกทาคา ธรรมกายพระอนาคา และธรรมกายพระอรหัต ทั้งหยาบและละเอียด)

ธรรมกาย คือ พระรัตนตรัย

รัตนตรัย คือ แก้ว ๓ ดวง

พระรัตนตรัย คือสิ่งที่พุทธศาสนิกชนบูชาสูงสุด พระรัตนตรัยตามนัยของพระปริยัติธรรมนั้น ประกอบด้วยพระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์ พระพุทธ หมายถึงพระพุทธเจ้า พระธรรมหมาย ถึงพระธรรมคำสั่งสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระสงฆ์ หมายถึงพระอรหันตสาวกของพระพุทธองค์ แต่พระรัตนตรัย ตามนัยของธรรมปฏิบัตินั้น พระเดชพระคุณหลวงปู่วัดปากน้ำ อธิบายว่า พระรัตนตรัยประกอบด้วยพุทธรัตนะ ธรรมรัตนะ และสังฆรัตนะ
พุทธรัตนะ คือ ธรรมกาย ธรรมรัตนะ คือ ธรรมทั้งหลายที่กลั่นจากหัวใจธรรมกาย สังฆรัตนะ คือ ดวงจิตของธรรมกาย
รัตนะทั้ง ๓ ประการนี้เกี่ยวเนื่องเป็นอันเดียวกัน จะพรากจากกันไม่ได้ ผู้ใดเข้าถึงพุทธรัตนะ ก็ได้ชื่อว่าเข้าถึงธรรมรัตนะ และสังฆรัตนะด้วย กล่าวอีกอย่างหนึ่งก็คือ ผู้เข้าถึงธรรมกาย ย่อมได้ชื่อว่าเข้าถึงพระรัตนตรัย (จากมรดกธรรม หน้า ๔๒) ในพระธรรมเทศนาเรื่องรัตนสูตร ว่าด้วยพุทธรัตนะ

16.ความจริงปรากฏ ธรรมกายเป็นของแท้

16.ความจริงปรากฏ ธรรมกายเป็นของแท้

พระนิพนธ์ของสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ (ปุ่น ปุณณสิริ) สมเด็จพระสังฆราชองค์ที่ 17 วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม
เรื่องข่าวอกุศลเกี่ยวกับวิชชาของหลวงพ่อ ข้าพเจ้ายังเงี่ยหูฟังอีกหลายทาง ตลอดจนเสียงพระเถระผู้ใหญ่บางรูปในพระนคร ก็ไม่ติฉินประการใด แถมบางรูปยังพูดไปถึงมูลเหตุแห่งข่าวอกุศลเหล่านี้เสียอีกว่าเกิดจากคนที่ มุ่งอิจฉา และยังได้ความต่อไปจนถึงว่า พวกที่อิจฉาเคยใช้คนมาลอบยิงท่านไปอยู่ใหม่ๆ เพราะท่านไม่ใช่คนถิ่นนี้ และถึงกับร้องเรียนเป็นข่าวอกุศลต่างๆไปยังสมเด็จพระสังฆราชครั้งกระโน้น ถึงกับส่งพระไปอยู่ประจำคอยสังเกตการณ์ และตำรวจก็ปลอมตัวเข้าไปสอดแนม ในที่สุดก็ไม่ได้ความจริงตามที่กล่าวมา นี่เป็นเรื่องที่ข้าพเจ้าสืบสวนได้ความว่า จะสมควรฟังเป็นความจริงเพียงใดหรือไม่ แล้วแต่ท่านผู้อ่านจะพิจารณาเอาเอง เพื่อที่จะรู้ว่าข้าพเจ้าผู้สืบสวนและเขียนข้อความเหล่านี้เป็นใคร จึงขอบอกไว้ให้ปรากฏในที่นี้ว่า ข้าพเจ้าพระทิพย์ปริญญา (ธูป กลัมพะสุต) ข้าพเจ้าเคยบวชเรียนมาแล้ว มีวิทยฐานะเป็นเปรียญ 6 ประโยค และตอนสุดท้ายเคยรับราชการเป็นผู้พิพากษาอยู่ในชั้นศาลอุทธรณ์ 10 ปี ทั้งนี้เพื่อเป็นแนวทางให้ผู้อ่านคิดเอาเองว่า ข้าพเจ้าจะเชื่ออะไรง่ายยากเพียงใด

ข้าพเจ้าสืบได้ความจนถึงต้นตอผู้ที่แพร่ข่าวอกุศล ตลอดทั้งตัวและชื่อผู้ที่เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงแพร่ข่าวอกุศล ทั้งสาเหตุที่ท่านเหล่านั้นจะคิดอิจฉาด้วยทุกประการ ออกรู้สึกสลดใจเป็นอย่างยิ่ง แต่ฟังดูทางหลวงพ่อไม่เห็นเอาใจใส่อะไร ไม่กล่าวขวัญถึงใครที่ข้าพเจ้าสืบได้ความดังกล่าวนั้นจากผู้อื่น
เท่าที่ข้าพเจ้าสืบสวนและสังเกตการณ์โดยใกล้ชิดมาเป็นเวลาเกือบปีแล้ว ได้ข้อเท็จจริงพอแล้วที่จะชี้ขาดว่า ข่าวอกุศลต่างๆนั้น ไม่มีมูลแห่งความจริงเลย ในทางตรงกันข้าม ข้าพเจ้าเชื่อเต็ม 100 เปอร์เซ็นต์ว่า ท่านเป็นผู้ที่บริสุทธิ์ด้วยประการทั้งปวง และมีภูมิรู้ในทางปริยัติกว้างขวาง เป็นพระธรรมกถึกชั้นเยี่ยม ทั้งเป็นผู้ปฏิบัติอย่างดีเลิศ การปฏิบัติและแนวเทศนาของท่านดำเนินตามหลักในคัมภีร์วิสุทธิมรรคทั้งสิ้น
เรื่อง ศีล สมาธิ ปัญญา ตามคัมภีร์วิสุทธิมรรคนั้นเป็นเรื่องใหญ่ เป็นเรื่องยาก ผู้ไม่ใช่นักปฏิบัติแล้ว ยากที่จะนำมาแสดงให้แจ่มแจ้ง ให้เป็นผลปฏิบัติได้ แต่หลวงพ่อวัดปากน้ำแสดงได้แจ้งชัด และชี้ทางปฏิบัติให้โดยตรง จึงสมควรเทิดไว้ในฐานันดรพระธรรมกถึกชั้นเยี่ยม

  
http://www.dhammakaya.net/สมาธิ/พระธรรมกาย/ธรรมกายเป็นของแท้

15.คำว่า ธรรมกาย ถูกเย้ยหยัน

คำว่า ธรรมกาย ถูกเย้ยหยัน
พระนิพนธ์ของสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ (ปุ่น ปุณณสิริ) สมเด็จพระสังฆราชองค์ที่ 17 วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม
อันคำว่า “ธรรมกาย” นั้น เป็นคำที่แปลกหูคนเอามากๆ เพราะเป็นชื่อที่ไม่มีใครสนใจ ผู้ไม่ทันคิดก็เหมาเอาว่าหลวงพ่อวัดปากน้ำอุตริบัญญัติขึ้นใช้เฉพาะวิธีการ ของท่าน คำว่า “ธรรมกาย” เป็นที่เย้ยหยันของผู้ไม่ปรารถนาดีต่อใคร บางคนก็ว่าอวดอุตริมนุสธรรม พูดเหยียดหยามว่าใครอยากเป็นอสุรกายจงไปเรียนธรรมกายที่ วัดปากน้ำ ข่าวนี้ก็ทราบถึงหลวงพ่อวัดปากน้ำเหมือนกัน ท่านยิ้มรับถ้อยคำเช่นนั้น ไม่มีปฏิกิริยาใดๆแสดงให้เห็น หลวงพ่อพูดว่า “น่าสงสาร พูดไปอย่างไร้ภูมิ ไม่มีที่มา เขาจะบัญญัติขึ้นได้อย่างไร เป็นถ้อยคำของคนเซอะ” ท่านว่าอย่างนั้น
เมื่อมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์คำว่า “ธรรมกาย” เช่นนั้น และพูดไปในแนวที่ทำลายท่าน นิสัยที่ไม่ยอมแพ้ใครอันมีมาแต่กำเนิด หลวงพ่อวัดปากน้ำใช้คำว่า “ธรรมกาย” เป็นสัญลักษณ์ของสำนักกัมมัฏฐานวัดปากน้ำทีเดียว เอาคำว่า “ธรรมกาย” ขึ้นเชิดชู ศิษยานุศิษย์รับเอาไปเผยแพร่ทั่วทิศ และอิทธิพลของคำว่า “ธรรมกาย” นั้น ไปแสดงความอัศจรรย์ถึงทวีปยุโรป ถึงกับศาสตราจารย์วิลเลียมต้องเหาะมาศึกษาและอุปสมบท ณ วัดปากน้ำ เป็นชาวยุโรปคนแรกที่มาอุปสมบทเป็นพระภิกษุในประเทศไทย นายวิลเลียมนี้เป็นชาวอังกฤษ คำว่า “ธรรมกาย” เป็นคำที่ระคายหูของคนบางพวก จึงยกเอาคำนั้นมาเสียดสี เพื่อให้รัศมีวัดปากน้ำเสื่อมคุณภาพ
หลวงพ่อวัดปากน้ำพูดว่า “เรื่องตื้นๆ ไม่น่าตกใจอะไร ธรรมกายเป็นของจริง ของจริงนี้จะส่งเสริมให้วัดปากน้ำเด่นขึ้น ไม่น้อยหน้าใคร พวกแกคอยดูไปเถิด” ดูเหมือนว่าไม่มีใครช่วยแก้แทนท่าน
แต่คำว่า “ธรรมกาย” นั้น ย่อมซาบซึ้งกันแจ่มแจ้ง เมื่อหลวงพ่อวัดปากน้ำได้มรณภาพแล้ว กล่าวคือ เมื่อทำบุญ 50 วัน งานศพของพระคุณท่าน คณะเจ้าภาพได้อาราธนาเจ้าคุณพระธรรมทัศนาธร วัดชนะสงคราม มาแสดงธรรม เจ้าคุณพระธรรมทัศนาธรได้ชี้แจงว่า คำว่า “ธรรมกาย” นั้น มีมาในพระสุตตันตปิฎก ท่านอ้างบาลีว่า “ตถาคตสฺส วาเสฏฺฐ เอตํ ธมฺมกาโยติ วจนํ” ซึ่งพอแปลความได้ว่า “ธรรมกายนี้ เป็นชื่อของตถาคต ดูกร วาเสฏฐ” ทำให้ผู้ฟังเทศน์เวลานั้นหลายร้อยคนชื่นอกชื่นใจเป็นอย่างยิ่ง ทุกคนกราบสาธุการแด่เจ้าคุณพระธรรมทัศนาธร และประหลาดใจว่าทำไมเจ้าคุณพระธรรมทัศนาธร จึงทราบประวัติและการปฏิบัติธรรมของหลวงพ่อวัดปากน้ำได้ถูกต้อง
ผู้เขียนเรื่องนี้ก็แปลกใจมาก เมื่อแสดงธรรมจบ ลงจากธรรมาสน์แล้ว จึงถามผู้แสดงธรรมว่า คุ้นเคยกับหลวงพ่อวัดปากน้ำหรือ จึงแสดงธรรมได้ถูกต้องตามความเป็นจริง
พระธรรมทัศนาธรตอบว่า “อ้าว ไม่รู้หรือ ผมติดต่อกับท่านมานานแล้ว หลวงพ่อวัดปากน้ำข้ามฟากไปฝั่งพระนคร แทบทุกคราวไปหาผมที่วัดชนะสงคราม และผมก็หมั่นข้ามมาสนทนากับเจ้าคุณวัดปากน้ำ การที่หมั่นมานั้น เพราะได้ยินเกียรติคุณว่ามีพระเณรมาก แม้ตั้ง 4-5 ร้อยรูป ก็ไม่ต้องบิณฑบาตฉัน วัดรับเลี้ยงหมด อยากจะทราบว่าท่านมีวิธีการอย่างไร จึงสามารถถึงเพียงนี้ และก็เลยถูกอัธยาศัยกับท่านตลอดมา” เมื่อทราบความจริงเช่นนั้น ทุกคนก็หายข้องใจ
http://www.dhammakaya.net/สมาธิ/พระธรรมกาย/ธรรมกายถูกเย้ยหยัน

14.ญาณแห่งธรรมกาย

ญาณแห่งธรรมกาย

พระนิพนธ์ของสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ (ปุ่น ปุณณสิริ) สมเด็จพระสังฆราชองค์ที่ 17 วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม
หลวงพ่อวัดปากน้ำมีวาทะตรงกับใจ เมื่อจะพูดอะไรก็พูดโดยไม่สะทกสะท้านและไม่กลัวคำติเตียนด้วย เช่นครั้งหนึ่ง ผู้เขียนเรื่องนี้ได้มาฉันเพลที่วัดปากน้ำ วันนั้นมีประชาชนมาก ร่วมใจถวายทานแด่พระภิกษุสามเณรทั้งวัดเป็นกรณีพิเศษ เมื่อทายกประเคนอาหารเรียบร้อยแล้ว มีพ่อค้าตลาดสำเพ็งผู้มั่งคั่งคนหนึ่งไปกราบและถามว่า “หลวงพ่อขอรับ วันนี้จะมีผู้บริจาคสร้างกุฏิเพื่อเจริญพระกัมมัฏฐานบ้างไหม” ชาวบ้านไม่น้อยกว่า 20 คนที่นั่งใกล้ๆได้ยินคำถามนั้น คิดว่าคงตั้งใจฟังคำตอบของหลวงพ่อต่างทอดสายตามองหลวงพ่อเพื่อฟังคำตอบ
เวลานั้น ข้าพเจ้าผู้เขียนมีทั้งโกรธผู้ถาม ทั้งหนักใจแทนหลวงพ่อ และได้มองหน้าผู้ตอบ หลวงพ่อมีดวงหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส หลับตาสัก 5 นาที ครั้นแล้วตอบทันทีว่า “มี” ผู้ถามได้ถามย้ำต่อไปว่า “กี่หลัง” ตอบว่า “2-3 หลัง” และย้ำอีกว่า “ต้องได้แน่”
เวลานั้น ผู้เขียนฉันภัตตาหารไม่มีรส โกรธผู้ถามว่า ช่างไม่มีอัธยาศัย คำถามเช่นนั้น เท่ากับเอาโคลนมาสาดรดหลวงพ่อ เมื่อต้องการทราบ ควรถามเฉพาะสองต่อสอง และโกรธหลวงพ่อว่า ช่างไม่มีปัญญาแก้ปัญหาเฉพาะหน้า คิดว่าทำไมนะ หลวงพ่อจึงไม่พูดว่า เวลานี้ยังไม่เป็นโอกาสที่จะพยากรณ์คำถามนั้น ที่ตอบออกไปว่า 2-3 หลังนั้น หมิ่นต่ออันตรายมากนัก อาจเป็นคำพูดที่ฆ่าตนเองได้ ดาบของตนฆ่าตนเอง เวลานั้นก็เอาใจช่วยหลวงพ่อขอให้มีผู้บริจาคจริงๆเถิด เสร็จจากฉันของหวานแล้ว คำพยากรณ์ของหลวงพ่อก็ยังไม่ปรากฏเป็นความจริงขึ้น ผู้เขียนเรื่องนี้นั่งอยู่ด้วยความอึดอัดใจ นึกตำหนิท่านว่า ไม่รอบคอบพอ
ได้เวลาอนุโมทนา มีคณะอุบาสกอุบาสิกากลุ่มหนึ่งเข้ามากราบหลวงพ่อ บอกว่าศรัทธาจะสร้างกุฏิเล็กๆอย่างที่หลวงพ่อสร้างไว้แล้วสัก 2-3 หลัง ประมาณราคา 3-4 ร้อยบาทต่อหนึ่งหลัง ขอให้หลวงพ่อช่วยจัดการให้ด้วย ตอนนี้หลวงพ่อไม่หัวเราะ ยิ้มน้อยๆ พอสมควรแก่กาละ ครั้นแล้วหลวงพ่อเรียกตัวผู้ถามมาบอกว่า “ได้แล้วกุฏิกัมมัฏฐาน 3 หลัง เจ้าของนั่งอยู่นี่” แล้วท่านชี้มือไปยังเจ้าภาพผู้บริจาค ผู้ถามได้กระโดดเข้าไปกราบที่ตักหลวงพ่อพูดว่า “ยิ่งกว่าตาเห็น” ผู้เขียนดีใจจนเหงื่อแตกที่ความจริงมากู้เกียรติของหลวงพ่อไว้ได้
เกรงว่าจะเป็นลูกไม้ จึงหาโอกาสสนทนากับผู้บริจาคว่านัดกับหลวงพ่อไว้หรือว่าจะสร้างกุฏิถวาย ได้รับคำตอบว่า พึ่งคิดเมื่อมาทำบุญวันนี้เอง เดินมาเห็นกุฏิเล็กๆสวยดี อยากจะสร้างบ้าง แต่ทุนไม่พอ จึงปรึกษากับพวกพ้องที่บังเอิญมาพบกันวันนี้เห็นดีร่วมกัน จึงได้มอบเงินแก่หลวงพ่อให้จัดการสร้างต่อไป นี่เป็นเรื่องก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 ร่วม 20 ปี
เมื่ออุบาสกอุบาสิกากลับหมดแล้ว ผู้เขียนจึงได้พูดกับหลวงพ่อต่อไป เบื้องต้นยกย่องว่า หลวงพ่อพยากรณ์แม่นเหมือนตาเห็น แต่น่ากลัวอันตราย ไม่ควรตอบในเวลานั้น ควรจะบอกเฉพาะตัวหรือสองต่อสอง หลวงพ่อถามว่าอันตรายอย่างไร จึงเรียนท่านว่า ถ้าไม่เป็นความจริงดังคำพยากรณ์ ชาวบ้านจะเสื่อมศรัทธา หลวงพ่อพูดว่า “เรามันเซอะ พระพุทธศาสนาเก๊ได้หรือ ธรรมของพระพุทธเจ้าต้องจริง ธรรมกายไม่เคยหลอกลวงใคร” เมื่อได้ยินดังนั้นก็จำต้องนิ่ง และไม่คิดจะถามความเห็นอะไรต่อไป ที่นำมาเขียนไว้นี้เพื่อจะแสดงว่า ญาณของหลวงพ่อให้ความรู้แก่หลวงพ่ออย่างไรในวิถีของผู้ปฏิบัติธรรม หลวงพ่อต้องพูดอย่างนั้น ถ้าญาณไม่แสดงออกจะเอาอะไรมาพูด

ถูกโจมตี

คำว่า “ธรรมกาย” นั้น ยังไม่ได้ยินใครนำมาพูดเลยในประเทศไทย ที่เขียนอย่างนี้ หมายความว่ายังไม่มีใครนำออกแสดงเป็นหลักปฏิบัติทางพระกรรมฐาน มีองค์เดียวเท่านั้นที่นำคำว่า “ธรรมกาย” มาใช้สอนพุทธบริษัท ท่านผู้นั้นคือ พระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร)
คำว่า “ธรรมกาย” นั้น พระคุณท่านไม่ได้บัญญัติขึ้นเอง แต่หากท่านปฏิบัติธรรมได้มาแล้ว ซึ่งตรงกับคำที่มีอยู่ในพระไตรปิฎกด้วย เมื่อท่านค้นคว้าได้มา บังเอิญไปตรงกับพระไตรปิฎกเข้า จึงเป็นเรื่องที่ท่านภูมิใจและมั่นใจว่า ของจริงมีจริง และมีอยู่ในพระพุทธศาสนาเท่านั้น แต่ของจริงนั้น บุคคลจะพึงเห็นได้ด้วยการปฏิบัติธรรมอย่างแท้จริงเท่านั้น มิใช่จะเกิดขึ้นเพราะความคิดนึกและความปรารถนา
เมื่อคำว่า “ธรรมกาย” แพร่หลายออกไป ถึงกับเข้าหูท่านผู้เป็นนักปราชญ์มหาบัณฑิต ทำความฉงนสนเท่ห์ให้เกิดขึ้นในวงการคณะสงฆ์ บางท่านก็ปลงใจเอาว่า หลวงพ่อวัดปากน้ำมีความรู้และการปฏิบัติธรรมเกินธงเสียแล้ว ถ้าปล่อยทิ้งไว้จะเป็นภัยแก่ศาสนา แต่ยังไม่มีใครกล้าจะยกความผิดขึ้นมาพิจารณา เพราะเวลานั้น คนทุกชั้นถวายความเคารพนับถือว่าเป็นคณาจารย์ที่มีศิษยานุศิษย์มาก ทั้งสามารถปกครองพระภิกษุสามเณรเป็นจำนวนหลายร้อยรูป มิใช่เพียงแต่ปกครองเปล่า ได้จัดการเลี้ยงอาหารเช้าและเพลถวายแก่พระภิกษุสามเณรตลอดปี และตลอดอายุของท่าน นับแต่เริ่มจัดการเลี้ยงพระภิกษุสามเณรมา
หลวงปู่วัดปากน้ำ
เมื่อธรรมกายเกิดขึ้น วัดปากน้ำได้รับคำวิพากษ์วิจารณ์กันมาก บางพวกก็ปลื้มใจ บางพวกก็หนักใจ บางพวกก็ตั้งขอกล่าวหาลงโทษวัดปากน้ำอย่างหนัก ถึงกับพูดว่าอุตริมนุสธรรมก็มี ข่าวนี้มิใช่ท่านจะไม่รู้ ท่านได้ยินเสมอๆ แต่เสียงนั้นก็ไม่ก่อให้เกิดความเดือดร้อนใจแก่ท่านแม้แต่เล็กน้อย ท่านกลับภูมิใจเสียอีกที่ได้ยินได้ฟังคำเช่นนั้น
ผู้เขียนได้เคยปรารภเรื่องนี้กับเจ้าคุณวัดปากน้ำ แสดงความหนักใจให้ท่านเห็น ท่านกลับพูดว่า “คนเช่นเราไม่ใช่ไร้ปัญญา ชั่วก็รู้ ดีก็เห็น เราจะฆ่าตัวเราเองเพราะความปรารถนาลาลกทำไม ที่เขาพูดหาว่าเราอย่างนั้น บางคนคงจะไม่รู้จักคำว่า ธรรมกาย มีอยู่ที่ไหน หมายเอาใคร เขาอาศัยความไม่รู้มาว่าเราผู้ตั้งใจปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ เมื่อผู้ไม่รู้มาติเตียนเรา ความไม่รู้ของเขาจะลบล้างสัจธรรมของพระพุทธศาสนาได้อย่างไร ถ้าจะกลบก็กลบได้เพียงชั่วคราว ไม่ช้าดวงแก้วของพระพุทธศาสนาก็จะเปล่งรัศมีให้ผู้มีปัญญาเห็นด้วยสายตาของ ตนเอง การที่เขานำไปพูดเช่นนั้น เป็นผลแห่งการปฏิบัติที่เราได้กระทำกันอยู่ แสดงให้เห็นว่าคณะวัดปากน้ำไม่ได้กินแล้วนอน เป็นสำนักที่เคร่งครัดในการปฏิบัติธรรม การที่เขานำไปพูดเช่นนั้น เท่ากับเอาสำนักเราไปเผยแพร่ ดีเสียกว่าการโฆษณาทางหนังสือพิมพ์ เพราะการที่เขานำไปพูดเช่นนั้นเป็นการกระทำของผู้พูดเอง เราไม่ได้จ้างไม่ได้วานใคร เมื่อพูดทางไม่ดีได้ก็ต้องมีคนพูดทางดีได้เหมือนกัน ธรรมจะต้องชนะอธรรมเสมอ เราไม่ต้องเดือดร้อนใจ เพราะธรรมกายของพระพุทธศาสนาเป็นของแท้ ไม่ใช่ของเก๊หรือของเทียม ธรรมกายจะปรากฏเป็นความจริงแก่ผู้เข้าถึงธรรม เรื่องอย่างนี้เราไม่หวั่น เราเชื่อในคุณพระพุทธศาสนา"

ที่ประชุมลับ

เมื่อคราว อุบาสิกาท้วม หุตานุกรม หัวหน้าอุบาสิกาสมัยเจ้าคุณพระมงคลเทพมุนียังมีชีวิตอยู่ ได้ทำบุญขึ้นบ้านใหม่ ผู้เขียนได้พบพระเถระรูปหนึ่งมาในการบำเพ็ญกุศลนี้ด้วย ท่านรูปนี้คุ้นเคยและชอบพอกับผู้เขียนมาก ผู้เขียนชอบเรียกนามเดิมของท่าน พระเถระรูปนี้กลับพูดว่า “กระผมพอใจที่ใต้เท้าเรียกอย่างนั้น ผมรู้สึกว่าใต้เท้าให้ความสนิทสนมแก่กระผมผู้น้อยอย่างใจจริง ใต้เท้าเรียกนามเดิมของกระผม กลับภูมิใจว่าใต้เท้าเอ็นดูในกระผมมาก ไม่คำนึงถึงว่าเป็นคำดูหมิ่นดูแคลน” เรายังนึกชอบใจในอัธยาศัยอันงามของท่านผู้นี้ เพราะไม่เคยคิดและไม่เคยเห็น ทั้งไม่เคยทราบมาก่อนว่าพระเถระรูปนี้เคยมาติดต่อกับวัดปากน้ำ จึงได้ถามเพื่อทราบความจริงว่า เจ้าคุณเคยรู้จักกับหลวงพ่อวัดปากน้ำและเคยมาเสมอหรือ ได้รับคำตอบอย่างนิ่มนวลว่า เมื่อเจ้าคุณพระมงคลเทพมุนียังมีชีวิตอยู่และก่อนมรณภาพหลายปี เคยมาติดต่อกับท่าน เหตุที่มานั้นพระเถระรูปนี้เล่าว่าการปฏิบัติธรรมของหลวงพ่อวัดปากน้ำแพร่ หลายไปในหมู่คนทุกชั้น มีทั้งติทั้งชม เป็นแนวทางสอนที่แตกหัก ทั้งน่าเคารพและน่ากลัว ท่านผู้รู้วิจารณ์ในแง่ต่างๆ บางท่านก็สนเท่ห์ว่า ธรรมกายของหลวงพ่อวัดปากน้ำมีผู้ปฏิบัติถึงกันมาก จะเป็นแผนการลวงประชาชนของผู้มีความปรารถนาอันลามก ถึงมีการประชุมลับกันในพระเถระผู้ใหญ่และผู้เชี่ยวชาญในพระกรรมฐาน ส่วนมากลงความเห็นหนักไปในการละเมิดพระวินัย เข้าขั้นอุตริมนุสธรรม ยกโทษสูงถึงเพียงนั้น ท่วงทีก็หาทางจะคว่ำบาตรเจ้าคุณพระมงคลเทพมุนี
หลวงปู่วัดปากน้ำ
พระเถระรูปนี้ คือ องค์ที่ผู้เขียนกล่าวถึงได้รับเกียรติเข้าประชุมอยู่ด้วย ท่านผู้นี้พูดว่าอันอุตริมนุสธรรมนี้เป็นเป็นคำที่แปลว่าเป็นธรรมของมนุษย์ อันยอดยิ่ง คือ เป็นธรรมชั้นสูงสุดของมนุษย์ ทางพระพุทธศาสนา เมื่อใครผู้ใดเข้าถึงแล้วย่อมข้ามโอฆะทั้งมวลถึงฝั่งพระนิพพานอันไม่มีภพ ชาติสืบต่อไป แต่ผู้จะเข้าถึงอุตริมนุสธรรมต้องเป็นคนมีบารมีธรรมสูง มีความเพียรมาก งามทั้งปริยัติ ปฏิบัติ งามทั้งสีลาจารวัตร ต้องมีสัจธรรมประจำสันดาน ไม่ใช่วิสัยของคนพอดีพอร้าย ต้องเป็นคนใจกล้า เสียสละ มีเมตตาธรรมสูง เจ้าคุณพระมงคลเทพมุนี วัดปากน้ำ เป็นคณาจารย์กล้าพูดกล้าสอน ไม่มีความครั่นคร้ามต่อใครผู้ใด เมื่อเห็นดีอย่างไรก็ปฏิบัติตามความเห็น น่าจะมีความบริสุทธิ์ใจตามความรู้ความเห็น
แม้พระพุทธเจ้าเมื่อจะทรงประกาศสัจธรรมก็ตรัสแก่เบญจวัคคีย์ว่า “เมื่อญาณทัศนะยังไม่บริสุทธิ์ตราบใด เราก็ไม่อาจจะปฏิญาณความเป็นพระสัมพุทธะแก่สมณพราหมณ์ ประชาชน แก่เทวดาและมนุษย์โลก กับทั้งเทวดาโลก มารโลก พรหมโลกได้” ที่พระองค์ทรงกล้าปฏิญาณได้ ก็เพราะได้ญาณทัศนะ รู้ความจริงแล้ว นี่เป็นข้อความที่จำต้องคำนึงถึงเป็นบทมาติกาก่อน
เจ้าคุณวัดปากน้ำ ตามเสียงพูดกันว่า มีเมตตาธรรมสูง มีสังคหธรรมยอดเยี่ยม กล้าพูดว่าได้ธรรมกาย กล้าเอาธรรมกายมา สอน ให้การศึกษาทั้งทางปริยัติทั้งทางปฏิบัติแก่พระภิกษุสามเณรในวัดปากน้ำไม่ น้อยกว่า 300 รูป สอบนักธรรมและบาลีในสนามหลวงได้จำนวนตั้ง 100 ลองคิดตรึกตรองดูบ้างว่า ในประเทศไทยวัดไหนทำประโยชน์ศาสนาถึงขนาดนี้ อันการปฏิบัติธรรมเข้าถึงหลุดพ้นนั้น ท่านก็วางไว้ถึง 3 ขั้น คือ
  1. ตทังควิมุตติ (หลุดพ้นชั่วคราว ด้วยการดับกิเลสด้วยธรรมที่เป็นคู่ปรับ)
  2. วินัมภนวิมุตติ (หลุดพ้นด้วยการข่มไว้ คือ การดับกิเลสของผู้บำเพ็ญฌาณ)
  3. สมุจเฉทวิมุตติ (หลุดพ้นด้วยการตัดขาด คือ ดับกิเลสอย่างสิ้นเชิงด้วยโลกุตรมรรค)
เจ้าคุณวัดปากน้ำจะเข้าขั้นไหนเราก็ยังไม่ทราบ แต่ก็ควรคิดไว้ก่อนว่า สำนักวัดปากน้ำสอนมานาน พูดมานานแล้ว ธรรมวัดปากน้ำก็ยังไม่เสื่อม มีแต่เพิ่มผู้ปฏิบัติยิ่งขึ้น ท่านยังตั้งเจตนาว่าจะรับพระภิกษุสามเณรให้เข้าศึกษากันถึง 500 องค์ เฉพาะวัดปากน้ำ ลักษณะนี้น่าจะมีอะไรดีอยู่มาก ถ้าเป็นเจตนาลวงโลกคงอยู่ไม่ได้ถึงเพียงนี้ เท่าที่เคยพบมาพระอาจารย์ลามกอยู่ได้เพียง 5-6 ปี ก็สาบสูญไป แต่วัดปากน้ำสู้หน้าโลกอยู่ได้โดยไม่ตกต่ำก็น่าจะมีอะไรดีเป็นหลักประกัน อยู่มาก พวกเราที่มาพิจารณาโทษของวัดปากน้ำทั้งหมดนี้ ความจริงก็ไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญทางพระกรรมฐานมากนัก รู้พอรักษาตัวได้ ความรู้ทางธรรมปฏิบัติก็มีความลุ่มลึกสุขุมแตกต่างกัน แม้ขั้นพระอรหันต์ก็ยังต่างกันโดยคุณสมบัติ อุตริมนุสธรรมนั้น ผู้ปฏิบัติพึงได้พึงถึง ต้องสามารถดำเนินปฏิปทาทางจิต มีวิริยะอุตสาหะอย่างอุกฤษฏ์ พวกเรายังปฏิบัติไม่เข้าขั้นเช่นนี้ จะไปลงโทษผู้เชี่ยวชาญในพระกรรมฐานได้อย่างไร เอาความรู้อะไรไปลงโทษเขา
ที่ประชุมยอมรับความเห็นนั้น และให้พระเถระรูปนี้มาสอบสวนเป็นความลับ และท่านมาในฐานะเป็นผู้สนใจในการปฏิบัติธรรม ในที่สุดเรื่องร้ายก็ไม่เกิดขึ้น และไม่ถูกสงสัยในแง่อุตริมนุสธรรมอีกต่อไป การเป็นดังนี้เท่ากับว่า หลวงพ่อวัดปากน้ำรอดตัวได้ด้วย “อานุภาพธรรมกาย
http://www.dhammakaya.net/สมาธิ/พระธรรมกาย/การเผยแผ่วิชชาธรรมกาย

13.สิริธรรมกาย



สิริธรรมกาย
ขยายความหลักฐานธรรมกาย โดย พระมหาสมเกียรติ วรยโส (ป.ธ.๙)
คำว่า "ธรรมกาย" ในพระคัมภีร์อรรถกถา ขุททกนิกาย (เมตตชิเถรคาถา) ชื่อ ปรมัตถทีปนี ภาค ๑ เล่มที่ ๓๒ ข้อ ๙๔ หน้า ๓๐๔ ว่า
อรหตฺตํ ปน ปตฺวา สตฺถารํ โถเมนฺโต : - นโม หิ ตสฺส ภควโต สกฺยปุตฺตสฺส สิรีมโต เตนายํ อคฺคปฺปตฺเตน อคฺคธมฺโม สุเทสิโตติ ฯ คาถํ อภาสิ. ตตฺถ นโมติ นมกาโร. หีติ นิปาตมตฺตํ. ตสฺสาติ โย โส ภควา สมตึสปารมิโย ปูเรตฺวา สพฺพกิเลเส ภญฺชิตฺวา อนุตฺตรํ สมฺมาสมฺโพธึ อภิสมฺพุทฺโธ, สกฺยราชสฺส ปุตฺโตติ สกฺยปุตฺโต. อนญฺญสาธารณาย ปุญฺญสมฺปตฺติยา จ สมฺภาวิโต อุตฺตมาย รูปกายสิริยา ธมฺมกายสิริยา จ สมนฺนาคตตฺตา สิรีมา, ตสฺส ภควโต สกฺยปุตฺตสฺส สิรีมโต นโม อตฺถุ, ตํ นมามีติ อตฺโถ.
แปลว่า : ก็พระเถระครั้นบรรลุพระอรหัตแล้ว เมื่อจะชื่นชมพระบรมศาสดาได้กล่าวคาถาว่า "ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคศากยบุตร ผู้มีพระสิริพระองค์นั้น พระองค์ผู้ถึงแล้วซึ่งธรรมอันสูงสุด ได้ทรงแสดงอัครธรรม นี้ไว้ด้วยดี ดังนี้ ฯ
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า นโม ได้แก่ ทำการนอบน้อม บทว่า หิ เป็นเพียงนิบาต บทว่า ตสฺส ความว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้นใด ทรงบำเพ็ญบารมีมาครบ ๓๐ ทัศ ทรงหักกิเลสทั้งปวง แล้วตรัสรู้พระอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ ชื่อว่าเป็นศากยบุตร เพราะเป็นบุตรของพระเจ้าศากยะ ทรงเจริญแล้วด้วยบุญสมบัติ อันไม่สาธารณ์ทั่วไปแก่สัตว์อื่นและชื่อว่า ผู้มีพระสิริ เพราะประกอบไปด้วยสิริคือ พระรูปกาย และสิริคือ ธรรมกาย อันสูงสุด ขอความนอบน้อมจงมีแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้เป็นศากยบุตรผู้มีพระสิริพระองค์นั้น ความว่า ข้าพเจ้าขอนอบน้อมพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น ฯ ขยายความ : คาถานี้เป็นการกล่าวของท่านพระเมตตชิเถระ หลังจากที่ท่านได้สำเร็จเป็นพระอรหันต์แล้ว ก็ได้กล่าวแสดงความนอบน้อมชมเชยพระสิริคือความงดงามของพระผู้มีพระภาคเจ้า ซึ่งเป็นพระคุณลักษณะประการอนึ่งในภคธรรม ๖ ประการของพระผู้มีพระภาคเจ้าดังที่ท่านกล่าวไว้ในอรรถกถาสมันตปาสาทิกาเป็น ต้นว่า "อนึ่ง เพราะ ภค ศัพท์ ย่อมเป็นไปในธรรม ๖ ประการ คือ ความเป็นใหญ่ ธรรม ยศ สิริ กามะ และความเพียร"

พระสิริของพระผู้มีพระภาคเจ้านั้นมี ๒ ประการ คือ

๑. สิริ คือ ความงดงามของพระรูปกายอันยอดเยี่ยมหาผู้เปรียบปานมิได้ เพราะประกอบไปด้วยมหาปุริสลักษณะ ๓๒ ประการ และอนุพยัญชนะคือลักษณะพิเศษแห่งอวัยวะส่วนย่อยๆ อีก ๘๐ ประการเป็นต้น อันเกิดแต่การสั่งสมบุญบารมีมาอย่างบริบูรณ์แล้ว ย่อมเป็นที่ดึงดูดนัยนาคือดวงตา (ตาเนื้อ) ของชาวโลกผู้เป็นรูปัปมาณิกา เลื่อมใสในพระรูปกายของพระองค์ ดังที่ท่านกล่าวไว้ในอรรถกถาสมันตปาสาทิกา เป็นต้น ว่า
"พระสิริแห่งพระอังคาพยพ (อวัยวะ) น้อยใหญ่ทุกส่วน บริบูรณ์ด้วยอาการทั้งปวง สามารถยังความเลื่อมใสแห่งดวงตาและดวงใจของชนผู้ขวยขวายในการดูพระรูปกายให้ บังเกิด"
๒. สิริ คือ ความงดงามของพระธรรมกายอันสูงสุด ที่พระเดชพระคุณพระมงคลเทพมุนีกล่าวไว้ว่า ประดุจรูปพระพุทธปฏิมากร เกตุดอกบัวตูม ใสเหมือนกระจกคันฉ่องส่องหน้า มีพระรัศมีสว่างไสวหาประมาณมิได้ งามยิ่งนักหาผู้เสมอเหมือนได้ยาก และทรงไว้ซึ่งมหาปุริสลักษณะ ๓๒ ประการเป็นต้นเหมือนพระรูปกาย แต่ทรงไว้ซึ่งพระคุณานุภาพภายในอันไม่สาธารณ์ทั่วไปแด่พระธรรมกายของพระ ปัจเจกพุทธะและพระสาวกพุทธะทั้งหลาย มี พระทศพลญาณเป็นต้น อันพระอริยสาวกจะพึงเห็นได้ด้วยปัญญาจักษุเท่านั้น ที่ตนแทงตลอดด้วยอริยมรรค เมื่อเห็นแล้วย่อมเป็นผู้มีความเลื่อมใสอันไม่คลอนแคลน อันเป็นความเลื่อมใสที่แท้จริง พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงประกอบด้วยพระสิริ ๒ ประการดังกล่าวข้างต้น จึงหาผู้เสมอเหมือนมิได้ด้วยพระสิริทั้งสองประการ แต่ทรงเป็นผู้เสมอกันกับด้วยพระผู้มีพระภาคในปางก่อนทั้งหลาย ดังที่ท่านกล่าวไว้ในอรรถกถาอัคคัปปสาทสูตร ในขุททกนิกาย อิติวุตตกะ (๒๖/๙๐/๓๒๐) ว่า
"เย ปน ปุริมกา สมฺมาสมฺพุทฺธา สพฺพสตฺเตหิ อสมา. เตหิ สทฺธึ อยเมว รูปกายคุเณหิ เจว ธมฺมกายคุเณหิ จ อสมสมฏฺเฐนปิ อคฺโค ฯ แปลความว่า พระผู้มีพระภาค ชื่อว่าเป็นผู้ล้ำเลิศ แม้โดยความหมายว่า ไม่มีผู้เสมอเหมือน เพราะพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นี้เอง เป็นผู้เสมอโดยพระคุณทางรูปกาย และพระคุณทางธรรมกายกับพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทั้งหลายในปางก่อน ผู้ไม่เสมอเหมือนกับสรรพสัตว์ ฯ
ดังนั้น พระอริยสาวกผู้มีปัญญาจักษุ เพราะเห็นธรรมด้วยธรรมกายแล้ว เมื่อจะทำการนอบน้อม อภิวันทนาการชมเชยพระสิริแห่งพระผู้มีพระภาค ย่อมมุ่งหมายชมเชยพระสิริทั้ง ๒ ประการ ต่างจากปุถุชนผู้ไม่เห็นธรรม ปราศจากปัญญาจักษุ ย่อมกล่าวชมเชยได้เฉพาะพระสิริแห่งพระรูปกายเท่านั้น เพราะเหตุนั้น ในขุททกนิกาย เถรคาถา ท่านพระเมตตชิเถระ เมื่อบรรลุพระอรหัตแล้วจึงกล่าวชมเชยพระสิริแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า
"นโม หิ ตสฺส ภควโต สกฺยปุตฺตสฺส สิรีมโต" แปลความว่า ข้าพระพุทธเจ้า ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้ศากยบุตร ผู้ประกอบด้วยพระสิริคือความงามแห่งพระรูปกายและพระธรรมกาย พระองค์นั้น ฯ
ดังนั้น ท่านผู้มีปรีชาญาณทั้งหลายผู้ฉลาดในอรรถแห่งพระธรรม เมื่ออ่านพบเจอข้อความเกี่ยวกับการชมเชยพระสิริแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าทั้ง หลาย ณ ที่ใดในคัมภีร์พระพุทธศาสนาซึ่งมีมากมายหลายแห่งดังในคัมภีร์ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค (๑๑/๒๐๙/๑๗๕) เป็นต้นว่า
ขอนอบน้อมแด่พระวิปัสสีพุทธเจ้า ผู้มีพระจักษุ มีพระสิริ ... พระอังคีรสพุทธเจ้า ผู้ศากยบุตร ผู้มีพระสิริ"
ดังนี้เป็นต้น จึงพึงเข้าใจเถิดว่า ท่านมุ่งหมายเอาสิริทั้งสองประการดังกล่าวมา ดังท่านพระอรรถกถาจารย์เจ้าไขความดังข้างต้นว่า
"อุตฺตมาย รูปกายสิริยา ธมฺมกายสิริยา จ สมนฺนาคตตฺตา สิริมา."
ซึ่งแปลความว่า "ผู้มีพระสิริ เพราะประกอบด้วยพระสิริแห่งพระรูปกาย และพระสิริคือความงดงามแห่งพระธรรมกายอันสูงสุด" ดังพรรณนามาฉะนี้แล ฯ

http://www.dhammakaya.net/สมาธิ/พระธรรมกาย/สิริธรรมกาย

12.พระธรรมนำสู่ธรรมกาย

พระธรรมนำสู่ธรรมกาย
ขยายความหลักฐานธรรมกาย โดย พระมหาสมเกียรติ วรยโส (ป.ธ.๙)
คำว่า "ธรรมกาย" ในคัมภีร์อรรถกถา ขุททกนิกาย อิติวุตตกะ ชื่อ ปรมัตถทีปนี เล่มที่ ๒๖ ข้อ ๘๓ หน้า ๒๙๒-๒๙๓ ว่า
ตถาคต ปฺปเวทิเต ธมฺมวินเยติ ตถาคเตน ภควตา เทสิเต สิกฺขตฺตยสงฺคเห สาสเน ฯ ตํ หิ ธมฺมโต อนเปตตฺตา ธมฺโม จ, อาสยานุรูปํ วิเนยฺยานํ วินยนโต วินโย จาติ ธมฺมวินโย,ฯ อุปนิสฺสยสมฺปตฺติยา วา ธมฺมโต อนเปตตฺตา ธมฺมํ อปฺปรชกฺขชาติกํ วิเนตีติ ธมฺมวินโย ฯ ธมฺเมเนว วา วินโย, น ทณฺฑสตฺเถหีติ ธมฺมวินโย,ฯ ธมฺมยุตฺโต วา วินโยติ ธมฺมวินโย, ฯ ธมฺมาย วา ยถา มคฺคผลนิพฺพานาย วินโยติ ธมฺมวินโย, ฯ มหากรุณาสพฺพญฺญุตญฺญาณาทิธมฺมโต วา ปวตฺโต วินโยติ ธมฺมวินโย, ฯ ธมฺโม วา ภควา ธมฺมภูโต ธมฺมกาโย ธมฺมสฺสามี, ตสฺส ธมฺมสฺส วินโย, น ตกฺกิยานนฺติ ธมฺมวินโย,ฯ ธมฺเม วา มคฺคผเล นิปฺผาเทตพฺพวิสยภูเต วา ปวตฺโต วินโยติ ธมฺมวินโยติ วุจฺจติ ตสฺมึ ธมฺมวินเย ฯ
แปลว่า : บทว่า ตถาคตปฺปเวทิเต ธมฺมวินเย ความว่า ในคำสอนที่สงเคราะห์ด้วยสิกขา ๓ ที่พระตถาคต คือพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงแล้ว เพราะว่า คำสอนนั้น ท่านเรียกว่า ธรรมวินัย เพราะชื่อว่า "ธรรม" เหตุที่ไม่ปราศไปจากธรรมและชื่อว่า "วินัย" เพราะฝึกเวไนยสัตว์ตามสมควรแก่กิเลสที่นอนเนื่องอยู่ในใจ อีกอย่างหนึ่ง ท่านเรียกว่า "ธรรมวินัย" เพราะแนะนำผู้มีกำเนิดแห่งบุคคล ผู้มีนัยน์ตามีธุลีน้อย ที่ชื่อว่า เป็นธรรม เพราะไม่ปราศไปจากธรรม เหตุที่สมบูรณ์ไปด้วยอุปนิสัย อีกอย่างหนึ่ง ท่านเรียกว่า "ธรรมวินัย" ฝึกด้วยธรรมอย่างเดียว ไม่ใช่ฝึกด้วยท่อนไม้และศาสตรา อีกอย่างหนึ่ง ท่านเรียกว่า "ธรรมวินัย" เพราะวินัยประกอบด้วยธรรม อีกอย่างหนึ่ง ท่านเรียกว่า "ธรรมวินัย" เพราะนำเข้าไปหาธรรมเพื่อมรรค ผล และนิพพานตามลำดับ อีกอย่างหนึ่ง ท่านเรียกว่า "ธรรมวินัย" เพราะเป็นเครื่องแนะนำที่เป็นไปแล้วโดยธรรม มีมหากรุณาและพระสัพพัญญุตญาณเป็นต้น อีกอย่างหนึ่ง ท่านเรียกว่า "ธรรมวินัย" เพราะพระธรรมเป็นเครื่องนำเข้าไปหาธรรมของพระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้เป็นองค์ธรรม ผู้เป็นธรรมกาย ผู้เป็นเจ้าของธรรม ไม่ใช่นำเข้าไปหาธรรมของนักตรรกทั้งหลาย อีกอย่างหนึ่ง ท่านเรียกว่า "ธรรมวินัย" เพราะเป็นเครื่องแนะนำที่เป็นไปแล้วในธรรม คือ มรรคผลหรือในธรรมอันเป็นวินัยที่จะพึงให้สำเร็จ ในพระธรรมวินัยนั้น
ขยายความ : พระอริยสาวกเป็นอันมาก ผู้ปฏิบัติตามธรรม คือ อริยมรรคมีองค์ ๘ อันประเสริฐ จึงบรรลุธรรม (ปตฺตธมฺโม) ตั้งอยู่ในธรรม (ธมฺเม ฐิโต) รู้แจ้งธรรม (วิทิตธมฺโม) เป็นธรรมภูต คือ ธรรมกาย ซึ่งเป็นเครื่องนำเข้าไปหาพระธรรม คือ พระธรรมกายของพระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้เป็นองค์แห่งธรรม ผู้เป็นพระธรรมกาย ผู้เป็นเจ้าของแห่งธรรม ดังที่ท่านกล่าวไว้ในฎีกาวินัยชื่อ สารัตถทีปนีว่า
"พระอริยบุคคลทั้งหลาย ย่อมเป็นผู้ไม่ละเว้นไปจาก ธรรมสรีระ (กายแห่งธรรม) ของพระศาสดา เพราะกระทำพระธรรม (ธรรมกาย) ที่พระศาสดาทรงเห็นแล้วให้ประจักษ์แก่ตนเอง(ด้วยปัญญาจักษุ) ฯ"
และในอรรถกถาแห่งวักกลิสูตรว่า "ผู้ใดเห็นธรรม (ธรรมกาย) ผู้นั้นชื่อว่า เห็นเราตถาคต เพราะธรรมกายแล คือ พระตถาคต" ดังนี้เป็นต้น ฉะนั้น พระอรรถกถาจารย์จึงกล่าวว่า "ท่านเรียกว่า ธรรมวินัย เพราะพระธรรมเป็นเครื่องนำเข้าไปหาธรรมของพระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้เป็นองค์ธรรม ผู้เป็นธรรมกาย ผู้เป็นเจ้าของแห่งธรรม ดังพรรณนามาฉะนี้ ฯ

http://www.dhammakaya.net/สมาธิ/พระธรรมกาย/พระธรรมนำสู่ธรรมกาย

11.พระธรรม แว่นส่องธรรมกาย

พระธรรม แว่นส่องธรรมกาย

ขยายความหลักฐานธรรมกาย โดย พระมหาสมเกียรติ วรยโส (ป.ธ.๙)
คำว่า "ธรรมกาย" ในคัมภีร์ฎีกาพระวินัย ชื่อ สารัตถทีปนี ภาค ๑ ข้อ ๗๗ - ๗๘ หน้า ๑๙๑ - ๑๙๒ ว่า
อโสโก กิร มหาราชา อุปริวกฺขมานานุกฺกเมน สีหปญฺชเรน โอโลเกนฺโต นิโคฺรธสามเณรํ อิริยาปถสมฺปนฺนํ นาครชนนยนานิ อากฑฺฒนฺนํ ยุคมตฺตํ เปกฺขมานํ ทิสฺวา ปสีทิตฺวา สญฺชาตเปโม สมฺพหุมาโน อามนฺตาเปตฺวา เสตจฺฉตฺตสฺส เหฏฺฐา สีหาสเน นิสีทาเปตฺวา โภเชตฺวา สามเณรสฺส วจนาทาเส ทิสฺสมานํ ทสพลธมฺมกายํ ทิสฺวา รตนตฺตเย ปสีทิตฺวา สปริโส สรณสีเลสุ ปติฏฺฐาย ตโต ปฏฺฐาย อภิวฑฺฒมานสทฺโธ ปุพฺเพ โภชิยมานานิ ติตฺถิยสฏฺฐิสหสฺสานิ นีหริตฺวา ภิกฺขูนํ สฏฺฐิสหสฺสานํ สุวกาหฏสาลิสมฺปาทิตํ ภตฺตํ ปฏฐเปตฺวา เทวโตปนีตํ อโนตตฺตสลิลํ นาคลตาทนฺตกฏฺฐญฺจ อุปนาเมตฺวา นิจฺจํ สงฺฆุปฏฺฐานํ กโรนฺโต เอกทิวสํ สุวณฺณสงฺขลิกพนฺธนํ วิสชฺเชตฺวา กาฬํนาคราชานํ อานยิตฺวา เตน นิมฺมิตํ วุตฺตปฺปการํ สิริโสภคฺคสมฺปนฺนํ พุทฺธรูปํ ปสฺสนฺโต ทีฆปุถุลนิจฺจลนยนปฺปภาหิ สตฺตาหํ อกฺขิปูชมกาสิ ฯ
แปลว่า : ดังได้สดับมา พระเจ้าอโศกมหาราช เมื่อทรงทอดพระเนตร ทางสีหบัญชร (หน้าต่าง) โดยลำดับแห่งคำที่กล่าวไว้ข้างต้น ทรงเห็นนิโครธสามเณรผู้สมบูรณ์ด้วยอิริยาบถ ผู้ฉุดดึงนัยนาของชาวพระนครทั้งหลาย ผู้แลดูที่ประมาณชั่วแอก แล้วทรงเลื่อมใส เกิดความรัก มีความนับถือท่วมท้น รับสั่งให้ราชบุรุษไปนิมนต์มาแล้ว นิมนต์ให้นั่งบนสีหอาสน์ภายใต้เศวตฉัตร นิมนต์ให้ท่านฉันแล้ว ทรงเห็น พระธรรมกาย ของพระทศพลปรากฏอยู่ในแว่น คือ คำพูดของสามเณร ทรงเลื่อมใสในพระรัตนตรัย จึงทรงดำรงอยู่ในสรณะและศีล พร้อมทั้งบริษัท ตั้งแต่นั้นมาก็ทรงมีพระศรัทธาเพิ่มมากขึ้น จึงทรงไล่พวกเดียรถีย์ ๖๐,๐๐๐ คน ที่ทรงให้บริโภคในครั้งก่อนเสีย แล้วทรงเริ่มจัดตั้งภัตร ที่ให้จัดเตรียมด้วยข้าวสาลี ที่นกแขกเต้านำมาถวาย ให้น้อมนำน้ำจากสระอโนดาตที่เทวดานำมา และไม้ชำระฟันชื่อนาคลดาเข้าไปถวาย แล้วทรงทำการบำรุงพระสงฆ์เป็นนิตย์ ทรงปล่อยสุวรรณสังขลิกพันธ์ (โซ่ทอง) ไป ให้นำกาฬนาคราชมาแล้ว ทรงทอดพระเนตรดูพระรูปแห่งพระพุทธเจ้า ซึ่งสมบูรณ์ด้วยความเลิศแห่งความงามคือพระสิริอันมีประการที่กล่าวแล้ว ซึ่งกาฬนาคราชนั้นเนรมิต จึงได้ทรงทำการบูชาด้วยนัยน์ตาตลอด ๗ วัน ด้วยแสงสว่างแห่งนัยน์ตาอันยาว กว้าง และไม่หวั่นไหวฯ
ขยาย ความ : คนผู้ได้สั่งสมบุญบารมีมาดี อาศัยบุญบารมีชำระปัญญาของตนให้ผ่องใส ฟังธรรมแม้น้อยย่อมรู้แจ้งธรรมได้ฉับพลัน ดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ในคาถาธรรมบทว่า
"ถ้าวิญญูชนคนมีปัญญา เข้าไปนั่งใกล้บัณฑิตแม้เพียงครู่เดียว ย่อมรู้ธรรมได้ฉับพลัน เหมือนลิ้นรู้รสแกงฉะนั้น"
เหมือนดังพระสารีบุตรเถระ ในอดีตเป็นปริพาชกชื่ออุปติสสะ ได้พบพระอัสสชิเถระ จึงเกิดความเลื่อมใสขอให้แสดงธรรม พระอัสสชิเถระจึงแสดงธรรมโดยย่อเพียง ๒ บาทคาถาเท่านั้น ก็ดำรงอยู่ในโสดาปัตติผลอันถึงพร้อมด้วยนัยพันหนึ่ง เมื่อคุณวิเศษชั้นสูงยังไม่ดำเนินไปอยู่ จึงกราบเรียนกะพระอัสสชิเถระว่า "ท่านขอรับ ท่านไม่ต้องขยายธรรมเทศนายิ่งขึ้นไปแล้ว เพียงเท่านี้ก็พอ" ทั้งนี้เพราะอุปติสสปริพาชกได้ฟังธรรมซึ่งเป็นประดุจแว่นส่องหนทางดำเนินไป สู่การบรรลุมรรคผลนิพพานด้วยตนเองแล้วได้บรรลุธรรมเบื้องต้นตามที่ได้ฟัง ขอเพียงมีเวลาทำความเพียรเพิ่มเติมก็สามารถบรรลุธรรมชั้นสูงได้ด้วยตนเอง
พระเจ้าอโศกมหาราชก็เช่นกันเป็นผู้สั่งสมบุญบารมีไว้ในพระพุทธศาสนาเป็นอัน มาก ได้ฟังธรรมจากนิโครธสามเณรโดยย่อเพียง ๒ บาทหรือกึ่งคาถา ว่า
"อปฺปมาโท อมตํ ปทํ ปมาโท มจฺจุโน ปทํ ฯ"
"ความไม่ประมาท เป็นหนทางดำเนินไปสู่อมตะ คือ นิพพาน ความประมาทเป็นทางแห่งความตาย" ก็ทรงรับสั่งว่า "พ่อเณร! จงยังธรรมเทศนาที่ข้าพเจ้าได้รู้แล้วให้จบไว้ก่อนเถิดฯ" ทั้งนี้เพราะพระเจ้าอโศกมหาราชเป็นผู้มีปัญญา จึงได้รู้ความของพระธรรมเทศนาโดยย่อนั้นว่า ตั้งแต่นี้ไปควรจะประพฤติเป็นผู้ไม่ประมาทคือจะดำเนินจิตไปโดยไม่ปราศจากสติ ทุกเมื่อ ที่เรียกว่ามหาสติปัฏฐานอันเป็นหนทางดำเนินไปสู่พระนิพพานอันเป็นภูมิสถาน ที่สถิตสถาพร ของพระธรรมกายของพระสัมพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้าและพระอรหันต์ทั้งหลาย อันเป็นอัตตาตัวตนที่เที่ยงแท้ไม่แปรเปลี่ยน จึงเป็นสุขอย่างยิ่ง ดังที่ท่านกล่าวไว้ในสังยุตตนิกาย สฬายตนวรรคว่า "พระนิพพานเป็นคติ (ทางไปหรือภูมิเป็นที่ไปอยู่) ของพระอรหันต์ทั้งหลาย" เพราะพระนิพพานเป็นอายตนะที่มีสภาพเที่ยงแท้ไม่แปรเปลี่ยน และเป็นสุขอย่างยิ่ง เหตุที่ปราศจากสภาพที่ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ และปราศจากอนัตตา ที่ชาวโลกยึดถือด้วยอำนาจตัณหาทิฏฐิว่า เป็นอัตตา อันไม่ใช่อัตตาตัวตนที่แท้จริง และถ้าปราศจากสติแล้วชื่อว่าเป็นผู้ประมาทแล้ว ย่อมไม่พ้นจากความเกิด ความแก่และความตายในที่สุด" ดังนี้แล้ว จึงดำเนินจิตมุ่งไปตามความแห่งพระคาถาที่เป็นประดุจแว่นส่องทางดำเนินไปสู่ ธรรมกาย ที่เปล่งออกมาจากถ้อยคำของนิโครธสามเณร ตามนัยที่ตนเข้าใจ จึงทรงเลื่อมใส และตั้งอยู่ในพระรัตนตรัย คือพุทธรัตนะ ธรรมรัตนะ และสังฆรัตนะ อันไม่หวั่นไหวฯ"
เพราะเหตุนั้น พระฎีกาจารย์จึงกล่าวว่า "ทรงเห็น พระธรรมกาย ของพระทศพล อันปรากฏอยู่ในแว่น คือ ถ้อยคำของสามเณร แล้วทรงเลื่อมใสในพระรัตนตรัย ทรงตั้งอยู่ในสรณะและศีลพร้อมด้วยบริษัท" ดังพรรณนามาฉะนี้
http://www.dhammakaya.net/สมาธิ/พระธรรมกาย/พระธรรมแว่นส่องธรรมกาย